กลยุทธ์การตลาดออนไลน์ ที่ทำให้คนรู้จักร้านเรามากขึ้น

กลยุทธ์การตลาดออนไลน์ ในปัจจุบันการแข่งขันการทางธุรกิจบนตลาดออนไลน์นั้น มีความเข้มข้นขึ้นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการทำ SEO (Search Engine Optimization) เพื่อให้เว็บไซต์ของเราขึ้นไปอยู่หน้าแรกๆหรืออับดับต้นๆของ Google Search Engine หรือจะเป็นการโฆษณาบนโซเชี่ยลมีเดียต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Facebook, YouTube, Instagram ซึ่งในวันนี้เราก็อยากที่จะมาแชร์แนวคิดในการทำการตลาดที่เหมาะสมกับปัจจุบันกันครับ

Planning (การวางแผน – กลยุทธ์การตลาดออนไลน์ )

ในการวางแผนกลยุทธ์ด้านการตลาดออนไลน์ เราควรวางแผนก่อนเสมอว่า เราควรทำการตลาดบนแพลตฟอร์มไหน งบประมาณเท่าไร จะใช้สื่อมีเดียอะไรในการสื่อสารไปยังลูกค้า และสิ่งที่สำคัญคือลูกค้าในแพลตฟอร์มนั้นๆมีพฤติกรรมอย่างไร ยกตัวอย่างเช่น ลูกค้าใน Facebook มีพฤติกรรมที่ชอบดูรูปภาพ พร้อมกับอ่านโพสประกอบ ซึ่งเราก็ควรจะมีรูปภาพสวยๆประกอบ บวกกับข้อความที่ชัดเจน กระชับ น่าอ่านไม่น่าเบื่อเป็นต้น และกรณีที่เราจะทำวิดีโอลงบนเฟสบุ๊ค เราก็อาจจะทำวิดีโอให้มีความกระชับชัดเจน เป็นต้น อีกหนึ่งสิ่งคือเราก็ควรจะวางแผนด้วยว่า จะวัดผลอย่างไร

Content Creation (การสร้างคอนเทนต์ – กลยุทธ์การตลาดออนไลน์)

การสร้างคอนเทนท์ให้น่าสนใจจะเป็นผลที่ได้จากการวางแผนในขั้นตอนการวางแผน ว่าเราควรจะผลิตสื่อคอนเท้นท์แบบไหนให้ตรงใจกับกลุ่มผู้ชมให้มากที่สุด ซึ่งในหนึ่งแพลตฟอร์มเราอาจจะมีสื่อหลายประเภทที่ใช้ เช่น Facebook อาจจะมีทั้ง ข้อความ (Text) รูปภาพ (Images) และคลิปวีดีโอ (Video) เป็นต้น

เมื่อเราทำการสร้างคอนเทนท์และอัพโหลดลงแพลตฟอร์มนั้นๆแล้ว ก็ควรจะตรวจเช็คผลการตอบรับและนำมาวิเคราะห์หาวิธีปรับปรุง และคอมเม้นต์เพื่อนำมาปรับปรุงในการทำคอนเทนท์ครั้งต่อๆไป

Organic Traffic

หรือการที่มีคนค้นหาเจอเว็บไซต์หรือสื่อออนไลน์ของเราจากแหล่งต่างๆ ซึ่งอาจมาจากการทำ SEO ที่ย่อมาจาก Search Engine Optimization หมายถึงการที่เราพยายามที่จะทำให้สื่อออนไลน์ของเรา เช่น Website, YouTube Video, Store (หน้าร้านของเรา) ปรากฏอยู่บนผลลัพท์ของการค้นหาใน Search Engine นั้นๆ ซึ่งผู้ให้บริการเสิร์ชเอ็นจิ้นรายใหญ่ในปัจจุบันก็คงจะหนีไม่พ้น Google และเสิร์ชเอ็นจิ้นที่สำคัญอีกแห่งก็คือ YouTube

วิธีการทำ SEO ในปัจจุบันนั้นสามารถทำได้หลายวิธี แตกต่างกันที่จุดประสงค์ของการทำ และ Search Engine Platform ที่ต้องการให้เว็บไซต์หรือสื่อดิจิทัลของเราปรากฏอยู่อันดับต้นๆ เช่น สมมุติว่าเรามีหน้าร้านขายเช็งซิมอี๊อยู่แถวถนนพัฒนาการ เราก็ต้องการให้ร้านของเราปรากฏอยู่บนหน้าแรกของ Google ผ่านวิธีการ Google Map Marketing เวลาที่ลูกค้าค้นหาคำต่างๆ แล้วขึ้นร้านเราปรากฏอยู่ในหน้าแรก เป็นต้น

Paid Ads (การโฆษณาออนไลน์ – กลยุทธ์การตลาดออนไลน์)

อีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญก็คือการโฆษณาผ่านสื่อออนไลน์ หรือการ Run Ad ซึ่งเป็นการจ่ายเงินเพื่อทำโฆษณาบน Social Media หรือ Search Engine ที่เราต้องการ เช่น การโฆษณาบน Google ผ่านการทำ Google AdWords การโฆษณาบน Facebook ผ่านการทำ Facebook Ads หรือการโฆษณาบน YouTube ผ่านสื่อ YouTube Ads โดยการทำ Ad ใน

ปัจจุบันนั้นการจ่ายค่าโฆษณาผ่านสื้อออนไลน์อาจจะมีต้นทุนที่สูงขึ้นจากสมัยก่อน แต่ถ้าเราจัดการ Ads ให้ดี และเหมาะสม ติดตามผลและปรับให้เข้ากับสถานการณ์ หรือกลุ่มลูกค้า การ Run Ad ก็จะสร้างร้ายได้ที่คุ้มค่ากับการลงทุนแน่นอน

 

ทำการตลาด

3 สิ่งที่ช่วยให้การทำ SEO ถูกใจ Google มากขึ้น

3 สิ่งที่ช่วยให้การทำ SEO ถูกใจ Google มากขึ้น

3 สิ่งที่ช่วยให้การทำ SEO ถูกใจ Google มากขึ้น

อัลกอริทึ่มนี่จะมีการพัฒนาระบบอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้ผู้ค้นหาข้อมูลได้รับข้อมูลที่มีคุณภาพและน่าเชื่อถือ  ไม่ว่าจะเป็นการใช้ Google เพื่อสืบค้นข้อมูลโดยผ่านทางหน้าจอมือถือหรือจากคอมพิวเตอร์ ผู้อ่านก็สามารถรับข่าวสารที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ โดยที่เว็บไซต์ลำดับต้นๆ จะเป็นบทความที่ระบบอัลกอริทึ่มได้จัดลำดับไว้ให้ผู้อ่านว่า บทความนี้ป็นประโยชน์ น่าเชื่อถือ และมีผู้เชี่ยวชาญรับรองว่าบทความที่เขียนขึ้นเป็นความจริง เราขอแนะนำ 3 สิ่งที่ช่วยให้การทำ SEO ถูกใจ Google มากขึ้น

3 สิ่งที่ช่วยให้การทำ SEO ถูกใจ Google มากขึ้นโดยใช้หลักการ E-A-T

สิ่งที่ผู้เขียนบทความหรือผู้ผลิตเว็บไซต์ควรให้ความสำคัญ คือการสร้างบทความที่มีผลลัพธ์ไปในทิศทางที่ Google ต้องการนำเสนอแก่ผู้อ่าน ซึ่งในปี 2020 นี้ เราจะเน้นไปที่ เทคนิคการสร้าง  ” E-A-T ”

เทคนิคการ E-A-T คือหลักเกณฑ์ที่ Google ใช้เพื่อกำหนดว่า บทความหรือเว็บไซต์ต่างๆ มีคุณภาพเป็นไปตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้หรือไม่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นตัวกำหนดให้ลำดับค้นหาใน Google  มีการปรับเปลี่ยนขึ้นลง

  • Expertise  คือ ผู้เขียนต้องมีความเชี่ยวชาญในบทความที่ตนเขียน
  • Authoritativeness คือ ผู้เขียนมีอำนาจในการแก้ไขบทความและสามารถยืนยันได้ว่าตนเป็นผู้เขียนบทความนั้นๆ
  • Trustworthiness  คือ การสร้างบทความให้มีความน่าเชื่อถือ

ทำไมต้องใช้หลักเกณฑ์ E-A-T 

ย้อนกลับไปในปี 2015 Google ได้เปิดเผยเอกสารที่มีชื่อว่า  Search Quality Evaluator Guidelines เพื่อเป็นคู่มือ ในการกำหนดมาตรฐานของเว็บไซต์ ซึ่ง Google จะมีทีมสำหรับพัฒนาระบบอัลกอริทึ่ม เพื่อให้การจัดลำดับเว็บไซต์มีประสิทธิภาพ

Google ไม่ได้ใช้เพียงแค่เกณฑ์  E-A-T เพื่อจัดลำดับเว็บไซต์ แต่บทความของเว็บไซต์นั้นๆ จะต้องอยู่ในมาตรฐานของ E-A-T ด้วยเช่นกัน ดังนั้น Google จึงปรับปรุงคู่มือเพิ่มเติมในปี 2018 โดยเน้นไปที่การกำหนดมาตรฐานเว็บไซต์ประเภท YMYL

การใช้หลัก E-A-T  จะต้องสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่ผู้อ่าน ซึ่งบทความนั้นๆ ควรแสดงชื่อหรืออาชีพผู้เขียน และผู้เขียนบทความสามารถเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับประวัติการทำงาน หรือผลงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง จะทำให้บทความของคุณน่าเชื่อถือมากขึ้น และสามารถพิสูจน์ได้ว่าสิ่งที่เขียนขึ้นมาเป็นความจริง

 

1. Expertise

ความหมายของคำว่า Expertise -> การมีความรู้และทักษะเฉพาะในด้านใดด้านหนึ่ง การที่ผู้เขียนมีความรู้หรือทักษะที่หลากหลาย โอกาสที่ผู้อ่านจะเข้ามาในเว็บไซต์จะเพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้ การสร้าง Engagement บนโลกออนไลน์

โดยการใช้วิธีการสื่อสาร หรือถ่ายทอดข้อมูลไปยังผู้อ่านได้อย่างถูกต้องเป็นเรื่องสำคัญ ดังนั้นผู้เขียนจะต้องเข้าใจความต้องการของผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน

ในฐานะผู้เขียน คุณอาจมีคำถามในใจว่า  “ฉันสามารถปรับปรุงเว็บไซต์ของฉันได้อย่างไรบ้าง”  หรือ “มีเทคนิคอะไรบ้าง ที่เราใช้พัฒนาการเขียนคอนเทนต์ของเราได้ “ ในคอนเทนต์นี้มีคำตอบ  โดยเราขอสรุปเทคนิคการเขียนคอนเทนต์เป็นหัวข้อดังนี้

1. คุณควรคำนึงถึงเป้าหมายของผู้อ่าน
เนื่องจาก การที่เรารู้ใจของผู้อ่าน ว่าต้องการอะไร ชอบอ่านบทความประเภทไหน หรือมีกระแสอะไรเกิดขึ้นใหม่บ้าง

2. ผู้เขียนเข้าใจถึง Keyword ของบทความ
เช่น หากผู้อ่านต้องการอ่านบทความที่เกี่ยวกับ การตลาดในบุคดิจิทัล ดังนั้น Keyword หรือคำศัพท์ไหนที่อยู่ในกระแส ณ ขนะนั้น หรือคำศัพท์ไหนที่เป็นคำเฉพาะกลุ่มมากเกินไป หรือใหม่เกินไป อาจจะไม่ใช่ Keyword ที่ลูกค้ากำลังค้นหาอยู่ก็เป็นได้

3. การทำคอนเทนต์ออนไลน์ให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี ควรมีเนื้อหาที่กระชับ เข้าใจง่าย

4. ดึงดูดความสนใจของผู้อ่านโดยการใช้ Rich Media
เช่น การใช้ภาพและเสียง การใช้วิดีโอ pop up หรือภาพเคลื่อนไหวอย่าง GIF โดยปรับรูปภาพ ให้เหมาะสมของตัวเนื้อหา

5. ผู้เขียนควรทำการบ้านเพิ่มเติมว่า สิ่งใดที่จะเป็นประโยชน์เพิ่มเติมจากบทความที่เราเขียน และบทความนั้นสามารถต่อยอดหรือสร้างความเข้าใจให้ผู้อ่านได้ดีขึ้น

เมื่อทราบแล้ว เราสามารถเพิ่มเติมเนื้อหาที่มีประโยชน์ หรือแนะนำบทความอื่นเพิ่มเติมโดย

  1. ใส่ลิงก์ที่เป็นบทความเพิ่มเติมเอาไว้ในหน้าเว็บไซต์
  2. ถึงแม้ว่า ผู้อ่านกดลิงก์ไปยังหน้าบทความอื่น แต่ยังเป็นบนเว็บไซต์เดิมของเรา
  3. บทความจะเปิดไปยังหน้าต่างใหม่ ทำให้ผู้อ่านใช้เวลากับเว็บไซต์เรานานขึ้น

 

2. Authority

การเป็นผู้เชี่ยวชาญในงานเขียนถือว่าเป็นหนึ่งในองค์ประกอบขั้นพื้นฐาน ในขณะที่นักเขียนคนอื่น ๆ กำลังมองหาแหล่งอ้างอิงใหม่ๆ เพื่อเขียนบทความโดยใช้ชื่อของคุณ (ชื่อของผู้เขียน) หรือแบรนด์ของคุณเป็นแหล่งอ้างอิง ถึงหัวข้อที่เขียนบทความขึ้น สิ่งที่กล่าวมาข้างต้นนี้ คุณไม่ได้เป็นแค่ผู้เชี่ยวชาญ แต่คุณคือ Authority (ผู้ที่มีอำนาจหรือเป็นเจ้าของบทความนั้น ๆ ที่ผู้อื่นอ้างอิง)

วิธีประเมินว่าเรา มีความเชียวชาญในบทความที่เราเขียนหรือไม่ สามารถพิจารณาได้จาก

  1. ชื่อของผู้เขียนจะต้องลิงก์กับเว็บไซต์ เพื่อให้ผู้อ่านสามารถกดเพื่อเข้าไปที่หน้าโพรไฟล์ของคุณได้ สิ่งนี้ทำให้ลำดับเว็บไซต์ของคุณขึ้นไปอยู่ในลำดับที่สูงขึ้น
  2. Google พิจารณาจากการที่บทความได้กล่าวถึงตัวผู้เขียน หรือเว็บไซต์ของผู้เขียน
  3. บทความ มีการแชร์ออกไปบนโลกโซเชียล สามารถสร้าง Authority ให้กับผู้เขียนได้
  4. การที่คนใช้ชื่อเว็บไซต์หรือชื่อของผู้เขียนในการค้นหา
  5. การที่ผู้อ่านสามารถหาข้อมูลของผู้เขียนหรือแบรนด์ได้จากหน้า Wikipedia ซึ่งวิธีนี้อาจจะไม่ง่าย จนกว่าแบรนด์ของคุณ หรือตัวผู้เขียนไม่มีชื่อเสียงโด่งดัง

3. Trustworthiness

Trustworthiness คือ ความน่าเชื่อถือบทความ

นอกเหนือจากการเน้นเทคนิค Expertise และ Authoritiveness เพื่อพัฒนาให้เว็บไซต์ของเราอยู่ใน ลำดับที่สูงขึ้น การสร้างความน่าเชื่อถือเป็นสิ่งสำคัญมากในการวัดคุณภาพบทความ วิธีการสร้างความน่าเชื่อถือในกับบทความเรา อาจจะมาจากการแนะนำผ่านเว็บไซต์อื่นๆ เช่น Tripadvisor, Trustpilot, Facebook, Google My Business

นอกจากนี้ ยังมีเทคนิคการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับเว็บไซต์โดย

  1. การสร้างช่องทางในการติดต่อกับเจ้าของเว็บไซต์โดยตรง
  2. การระบุตำแหน่งที่ชัดเจน หากมีหน้าร้านค้า หรือบริษัท เพื่อติดต่อ
  3. การสร้างข้อกำหนดและเงื่อนไข  (T&Cs page) ซึ่งเป็นการกล่าวถึงเจตนา และจุดประสงค์ของเว็บไซต์เพื่อให้ผู้อ่านได้ทราบถึงข้อกำหนดต่างๆ ก่อนใช้งาน
  4. การสร้าง Domain เพื่อความปลอดภัย และอีกทั้งยังเป็นมาตรฐานสากลในการเพิ่มความน่าเชื่อถือ
  5. สร้าง Privacy Policy (นโยบายความเป็นส่วนตัว) เพื่อรักษาความปลอดภัย และความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้บริการเว็บไซต์ และแสดงถึงความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ เ
  6. ว็บไซต์ควรมีนโยบายการคืนเงินและสินค้า หากเว็บไซต์ของคุณมีช่องทางชำระเงิน
  7. ผู้เขียนมีการอ้างอิงถึงแหล่งที่มาของข้อมูล ว่ามาจากแหล่งไหน และคอนเทนต์นั้นๆ สามารถอ้างอิงไปถึงตัวผู้เขียนคอนเทนต์ได้

 

ทำการตลาด