วัดป่าตาล

วัดป่าตาล ตั้งอยู่เลขที่ 49 บ้านป่าตาล หมู่ที่ 4 ต.บวกค้าง อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ สังกัดคณะ สงฆ์มหานิกาย ที่ดินตั้งวัดมีเนื้อที่ 2 ไร่ 3 งาน 37 ตารางวา อาณาเขตมีที่ธรณีสงฆ์ 1 แปลง เนื้อที่ 1 ไร่ 84 ตารางวา วัดป่าตาลสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2325 ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ 8 กันยายน พ.ศ.2487 มีคณะศรัทธา 3 หมู่บ้าน ได้แก่ บ้านป่าตาล บ้านต้นดู่และบ้านแม่แต รวม 300 หลังคาเรือน

วัดป่าตาล เริ่มสร้างขึ้นในคราวที่ชนพม่าไตยยองได้อพยพมาจากเมืองสิบสองปันนาในปี พ.ศ.2348 มาอยู่เมืองลำพูนและ บางส่วนได้มาตั้งถิ่นฐานอยู่ตามชายแดนเมืองเชียงใหม่ด้านทิศใต้

เช่นตำบลบวกค้างในปัจจุบัน ซึ่งแต่เดิมบริเวณนี้เป็นป่าไม้ไผ่และหญ้าคา ขณะนั้นมีสองตายายมาอาศัยอยู่ทางทิศเหนือของวัดและปลูกฝักทองขึ้นปกคลุมขึ้นที่เป็นกู่ (เจดีย์ร้าง) จึงมองเห็นบริเวณนี้เป็นกู่คงเป็นวัดร้างมาก่อน สมควรจะเป็นวัดสืบต่อไปจึงได้ชักชวนกันแผ้วถางก่อสร้างวัดขึ้นมา และบริเวณที่เป็นกู่คือตรงที่พระประธานในวิหารของวัดทรงประทับอยู่มาจนถึงปัจจุบันนี้

ยุครุ่งเรืองของวัดป่าตาลเมื่อในอดีต สมัยเจ้าอธิการคำอ้าย ปุญญทินโน เป็นเจ้าอาวาสท่านครองวัดนี้นานกว่า 60 ปี (พ.ศ.2450–2513) ได้ทำการสร้างถาวรภายในวัดให้รุ่งเรืองมีพระภิกษุเข้ามาบวชอยู่จำพรรษาอยู่เป็นจำนวนมากจนขนาดที่ว่าวัดใกล้เคียงที่ขาดพระอยู่จำพรรษาต้องมาขอเอาพระจากวัดป่าตาลไปอยู่

อย่างเช่นวัดพญาชมพู อำเภอสารภี เมื่อในอดีตว่าเว้นเจ้าอาวาสศรัทธาชาวบ้านได้มานิมนต์เอาพระอธิการดวงดี สุมโน จากวัดป่าตาลไปเป็นเจ้าอาวาส พระครูรัตนถิราจาร(ครูบาอิ่นแก้ว กาวิโร) วัดศรีดอนมูล อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ก็บวชที่วัดป่าตาลแล้วได้ย้ายไปอยู่ที่เชียงแสนและเป็นเจ้าอาวาสอยู่วัดศรีดอนมูล ดังนั้นพอที่จะแสดงให้เห็นว่าวัดป่าตาลในสมัยก่อนมีความรุ่งเรืองมาตามลำดับ โดยมีเจ้าอาวาสครองวัดและมีพระภิกษุอยู่จำพรรษาอยู่มิได้ขาดจนถึงปัจจุบัน

การเดินทางมา เมื่อท่านเดินทางมาจากตัวจังหวัด บนถนนสายเชียงใหม่-อำเภอแม่ออน สายตัดใหม่ (ถนนเส้นซุปเปอร์ดอนจั่น) ถึงบริเวณสี่แยกบ้านต้นดู่ ให้เลี้ยวขวา ก็จะเป็นหมู่บ้านต้นดู่และติดๆกันนั้นก็จะเป็นหมู่บ้านป่าตาล และวัดป่าตาล ภายในวัดก็จะมีถาวรวัตถุประกอบด้วยพระวิหาร

มีพระประธานซึ่งก่อด้วยอิฐถือปูนที่มีพุทธลักษณะอันอ่อนช้อยงดงาม หมู่กุฏิสงฆ์ ศาลาการเปรียญ ศาลาบาตร ซุ้มประตูและกำแพง ปัจจุบันทางวัดได้ดำเนินการก่อสร้างพระธาตุเจ้าจอมยอง และวิหารเพื่อไว้ประดิษฐานพระพุทธรูปเก่าแก่คู่วัดขึ้น นอกจากนั้นยังมีพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านที่จัดแสดงวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชาวยองเป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ให้กับชุมชนและผู้ที่สนใจทั่วไปได้เยี่ยมชม

มีการวาดภาพจิตกรรมแบบ 3 มิติ บนผนังอาคารอเนกประสงค์ของวัด เพื่อเป็นจุดถ่ายรูปเช็คอินสำหรับนักท่องเที่ยว และศึกษาวิถีชีวิตของชาวยองบ้านป่าตาลในอดีตโดยภาพวาดจิตกรรมแบบ 3 มิติ เป็นภาพวาดที่สื่อถึงวิถีชีวิตของชาวยองบ้านป่าตาล ที่มีภาพการทำเกษตรกรรม ภาพตลาดยองโบราณ ให้นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยววัดได้ถ่ายรูปและเช็คอิน นอกจากนี้วัดป่าตาล ยังมีการจัดกิจกรรมจำลองวิถีชีวิตชาวยองบ้านป่าตาลโบราณ ที่มีการทอผ้า การทำยาสมุนไพรสูตรชาวยอง การประดิษฐ์โคมแขวนแบบล้านนา รวมถึงมีการสร้างพิพิธภัณฑ์รวบรวมของใช้โบราณเอาไว้ด้วย ซึ่งกิจกรรมของวัดป่าตาลยังจัดอยู่ในโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวหมู่บ้านนวัตวิถีคนยองบ้านป่าตาล อ่านต่อ

หมู่บ้านเหมืองกุง

หมู่บ้านเหมืองกุง เดิมมีชื่อว่า “บ้านสันดอกคำใต้” ซึ่งเป็นหมู่บ้านเก่าแก่ของเชียงใหม่ มีการปั้นน้ำต้นและหม้อน้ำมานานกว่า 200 ปี จากคำบอกเล่าที่สืบทอดต่อกันมา ชาวบ้านเหมืองกุงส่วนหนึ่งเป็น ชาวไทที่ถูกกวาดต้อนมาจากเมืองปุ เมืองสาด รัฐเชียงตุง

ซึ่งแต่เดิมเคยเป็นส่วนหนึ่งของไทย แต่หลังจากที่พม่าตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ รัฐเชียงตุงที่มีอาณาเขตติดกับพม่าก็ถูกบุกยึดให้อยู่ใต้การปกครองของอังกฤษ แต่พออังกฤษคืนเอกราชให้แก่พม่า พม่าก็นำเอารัฐเชียงตุงกลับไปเป็นดินแดนของตน ซึ่งปัจจุบันรัฐเชียงตุงอยู่ในเขตรัฐฉานของประเทศพม่า

เมื่อประมาณ 50 ปีก่อน หัตถกรรมเครื่องปั้นดินเผาบ้านเหมืองกุงมีลักษณะแต่ละครอบครัวต่าง ทำส่งขายให้กับพ่อค้าคนกลางในหมู่บ้านและนอกหมู่บ้าน โดยพ่อค้าคนกลางในหมู่บ้านจะนำเครื่องปั้นดินเผาใส่รถบรรทุกส่งต่อไปขายยังฝาง เชียงดาว และพร้าว ส่วนพ่อค้าคนกลางนอกหมู่บ้านที่มารับเครื่องปั้นดินเผาไปขายมีไม่มากเพียง 5% เท่านั้น และนอกจากนั้นก็จะมีชาวบ้านบางส่วนนำไปขายเองโดยนำหม้อน้ำและคนโทหาบใส่ตะกร้าใบใหญ่ไปขายที่ปากทางเข้าหมู่บ้าน ผู้คนที่ผ่านไปผ่านมาในแถบนั้นจึงเรียกชื่อหมู่บ้านนี้ว่า “บ้านน้ำต้น” ตามคนโทหรือน้ำต้นที่ชาวบ้านเหมืองกุงทำขายนั่นเอง

นอกจากนั้นยังนำไปขายที่ตลาดต้นลำไยและตลาดหลวงเพื่อส่งให้กับพ่อค้าคนจีนอีกด้วย ในยุคนั้นเป็นช่วงเฟื่องฟูของการทำเครื่องปั้นดินเผา

น้ำต้นของบ้านเหมืองกุงมีชื่อเสียงจนเป็นที่กล่าวขานกันว่ามีคุณภาพดีที่สุดในอาณาจักรล้านนาเพราะน้ำต้นที่ทำออกมามีความบางเบาและทนทาน จับรินแล้วคอน้ำต้นไม่หักง่าย ใส่น้ำแล้วเย็นทำให้ผู้ดื่มได้รับความสดชื่น และดินของบ้านเหมืองกุงจะเก็บน้ำได้ดีเพราะว่าเป็นดินในชั้นทราย

ไม่ได้เป็นดินหน้านาซึ่งจะอุ้มน้ำได้น้อยกว่าแต่นอกจากบ้านเหมืองกุงยังมีหมู่บ้านอื่นอีกที่มีการปั้นหม้อน้ำและคนโทใส่น้ำ ได้แก่ บ้านน้ำต้นสันป่าตอง แต่ปัจจุบันได้สูญหายไปแล้วเนื่องจากไม่มีการต่อยอดของคนรุ่นหลัง

อย่างไรก็ตาม ยังมีบ้านกวนวัวลาย(ตำบลหารแก้ว) ที่ปั้นหม้อน้ำและหม้อแกงเพื่อใช้เป็นภาชนะสำหรับใส่อาหาร เช่น ขนมจีน แต่ใช้ดินวัตถุดิบคนละอย่างกับการปั้นหม้อน้ำและวิธีการปั้นก็แตกต่างกับบ้านเหมืองกุงด้วย

ในปัจจุบันเครื่องปั้นดินเผาที่เคยนิยมใส่น้ำดื่มกิน กลับกลายเป็นภาชนะอลูมิเนียม แก้วหรือพลาสติก ทำให้การสั่งผลิตน้ำต้นเริ่มน้อยลง ชาวบ้านส่วนหนึ่งจึงเข้าไปทำงานรับจ้างในตัวเมืองทำให้ชาวบ้านที่ทำงานเครื่องปั้นดินเผาเหลืออยู่ไม่มากนัก

แต่หลังจากที่หมู่บ้านมีการตั้งกลุ่มหัตถกรรมเครื่องปั้นดินเผาบ้านเหมืองกุงในปี พ.ศ. 2545 และได้รับเลือกจากองค์กรพัฒนาชุมชน
อ.หางดง และ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ให้เป็นหมู่บ้านโอท็อปเพื่อการท่องเที่ยวเมื่อปี พ.ศ. 2548 จึงทำให้ชาวบ้านเห็นความสำคัญและรวมตัวกันมากขึ้นจนกระทั่งปัจจุบันมีประมาณ 22 ครัวเรือนที่ทำอาชีพเครื่องปั้นดินเผาอย่างจริงจัง

ชาวบ้านเริ่มพัฒนากระบวนการผลิตเครื่องปั้นดินเผาโดยการนำเอาเทคโนโลยีมาใช้ จากเดิมอุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิตคือครกกระเดื่องใช้ตำดินให้ร่วน แต่ในปัจจุบันมีการพัฒนามาเป็นเครื่องโม่ดินไฟฟ้า

รวมทั้งเครื่องร่อนดินหรือเครื่องกรองดินซึ่งในอดีตใช้เป็นตะแกรงแต่ปัจจุบันเปลี่ยนมาเป็น เครื่องร่อนดินไฟฟ้าซึ่งมีความสะดวกกว่ามาก ในด้านของอุปกรณ์ในการปั้นคือ แป้นหมุนโดยใช้มือหมุน (เรียกว่า จ๊าด) อ่านต่อ

วัดพญาชมภู

วัดพญาชมภู วังมัจฉาพญาชมภู เป็นแหล่งอนุรักษ์พันธุ์ปลาน้ำจืด มีลักษณะเป็นคลองน้ำไหลตลอดเวลามีมาคู่กับอนุสาวรีย์พญาชมภู มีปลาหลายชนิดนับหมื่นตัว ปัจจุบันกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัด มีนักท่องเที่ยวแวะมาชมสม่ำเสมอ

วัดนั้นได้มาจากคำบอกเล่าของอดีตเจ้าอาวาสและบรรดาผู้เฒ่าผู้แก่ที่เล่าสืบต่อกันมา ได้เล่าว่า วัดพญาชมภู สำหรับประวัติวัดนั้น เนื่องจากกาลเวลาได้ผ่านล่วงเลยยมานานแล้ว จึงไม่ได้หลงเหลือหลักฐานทางเอกสารในการสร้างวัดได้ อ่านต่อ

วัดป่านันทบุรีญาณสังวราราม

วัดป่านันทบุรีญาณสังวราราม คุณยายวัลลภา ศิรพรรฒ อุบาสิกาผู้ใจบุญ ได้ซื้อที่ดินสร้างวัด มอบถวายคณะสงฆ์วัดป่าดาราภิรมย์ โดยมีพระเดชพระคุณพระราชวิสุทธิญาณ (ฤทธิรงค์ ญาณวโร)

เป็นประธานเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2555 มอบหมายให้พระครูกิตติจันทโรภาส (จักรกริศน์ จนฺโทภาโส) ผู้ช่วยเจ้าอาวาส ซึ่งมีภูมิลำเนาเดิมเป็นชาวจังหวัดน่าน นำคณะพระภิกษุ

เข้าสู่พื้นที่เพื่อเริ่มดำเนินการสร้างวัด เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2555 ต่อมาได้รับเมตตาจากเจ้าประคุณสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯทรงรับไว้ในพระสังฆราชูปถัมภ์และทรงประทานนามวัดว่า อ่านต่อ

วัดปรางค์

วัดปรางค์ ตั้งอยู่ในอำเภอปัว จังหวัดน่าน มีต้นดิกเดียมเป็นต้นไม้ที่มีคนให้ความสนใจอย่างมาก ภายในวัดปรางค์มีพระธาตุบุญนาค ซึ่งเชื่อกันว่ามีพระธาตุบรรจุอยู่ในเจดีย์ ซึ่งเจดีย์มีลักษณะทรงระฆังแบบพิเศษ

วัดปรางค์ ตั้งอยู่ในอำเภอปัว จังหวัดน่าน สิ่งที่น่าสนใจในวัดนี้ที่ทำให้ผู้คนหลั่งไหลมาชมคือ ต้นดิกเดียม ต้นไม้มหัศจรรย์ผิดธรรมชาติ พันธุ์พฤกษาน่าฉงน แค่เห็นเป็นต้นไม้หันหลังให้แดดหันหน้า

เข้าวัดก็แปลกเหลือหลายอยู่แล้ว แต่ใครจะเชื่อว่าต้นไม้ประหลาดต้นนี้เป็นต้นอารมณ์ขัน ใบไม้จะไหวสั่นทุกครั้งที่ถูกคนสัมผัส จนได้รับแต่งตั้งให้เป็น 1 ใน UNSEEN THAILAND อ่านต่อ

หัวนายแรง เขาเก้าแสน

หัวนายแรง เขาเก้าแสน จาก ตำนานเล่าขานมาว่า มีชายคนหนึ่งนำสมบัติมาฝังไว้ที่นี่ ซึ่งเชื่อกันว่าหากใครเป็นลูกเป็นหลานจะสามารถผลัดหินให้ตกลงไปในทะเลได้และได้รับทรัพย์สมบัติที่ถูกฝั่งอยู่

แต่จนถึงปัจจุบันก็ไม่มีใครสามารถผลักหินก้อนนนี้ให้ตกลงไปในทะเลได้ โดยภูมิทัศน์ของเขาเก้าเส้ง เป็นเขาหินมีต้นไม้เล็กน้อยแตกต่างจากภูเขาริมทะเลอื่นๆของสงขลามีพื้นที่ติดกับทะเลอ่าวไทย อ่านต่อ

วัดโกรกกราก

วัดโกรกกราก อยู่ในเขตเทศบาลนครสมุทรสาคร เป็นวัดเก่าแก่ไม่ปรากฏหลักฐานว่าสร้างมาแต่สมัยใด สมัยก่อนเป็นชุมชนชาวจีน เรียกว่า ก๊กกั๊ก ต่อมาเพี้ยนไปตามสำเนียงไทยว่า โกรกกราก พระพุทธรูปหลวงพ่อปู่วัดโกรกกรากสวมแว่นดำ

ชาวบ้านจึงเรียนติดปากว่า หลวงพ่อแว่นดำ “พระใส่แว่นดำ” หรือ พระพุทธรูปใส่แว่นดำ ประดิษฐานอยู่ ณ วัดโกรกกราก อ.เมือง จ.สมุทรสาคร เป็นพระพุทธรูปสวมแว่นตาดำ เป็นเนื้อศิลาแลง สมัยสุโขทัย ซึ่งประชาชนทั่วไปเรียกท่านว่า หลวงพ่อปู่

ความเป็นมาของ หลวงพ่อปู่ พระประธานในอุโบสถนั้น เคยประดิษฐานอยู่ที่วัดช่องสะเดา เป็นวัดร้างเก่าแก่ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำท่าจีน ซึ่งสิ่งก่อสร้างต่างๆ ปรักหักพังหมดแล้ว ดังนั้น ชาวรามัญบ้านกำพร้าจึงได้อัญเชิญมาทางเรือ 2 องค์ องค์หนึ่งเนื้อสำริด อีกองค์หนึ่งเนื้อศิลาแลง ล่องเรือมาตามแม่น้ำท่าจีน พอเรือใกล้ถึงหน้าวัดโกรกกราก ได้เกิดลมพายุฝนตกหนัก ล่องเรือต่อไปไม่ได้ จึงนำเรือมาจอดหลบลมฝนริมคลองข้างวัด พอจอดเรือเรียบร้อยก็ช่วยกันยกพระศิลาแลงขึ้นมาบนฝั่งเพื่อไม่ให้ถูกน้ำฝนเซาะ เมื่อลมฝนสงบแล้วจึงยกท่านลงเรือเพื่อจะล่องต่อไป แต่ปรากฏว่ายกไม่ขึ้น ทำอย่างไรก็ยกไม่ขึ้น

และหนึ่งในจำนวนชาวรามัญบ้านกำพร้าที่อยู่ในเหตุการณ์ ได้อธิษฐานว่า ถ้าพระศิลาแลงจะอยู่วัดโกรกกรากก็ขออัญเชิญไปประดิษฐานยังอุโบสถ ปรากฏว่ายกขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ วัดโกรกกราก สร้างเมื่อประมาณปี 2375 และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อปี 2423 ตรงกับกาลสมัยรัชกาลที่ 2 มีเนื้อที่ประมาณ 189 ไร่ 25 ตารางวา

ตั้งอยู่ริมแม่น้ำท่าจีน เป็นวัดเก่าแก่อายุเกือบ 200 ปี ภายในวัดจะมี พระอุโบสถ เป็นลักษณะเป็นอาคารไม้ทรงไทย หลังคาเครื่องไม้มุงกระเบื้องสีมีชายคาปีกนกคลุมโดยรอบทั้งสี่ด้าน รองรับโครงหลังคาด้วยเสาไม้กลม ช่อฟ้าใบระกาไม้ประดับกระจก หน้าบันเรียบฝาผนังไม้ด้านหน้าและหลังมีประตูทางเข้าด้านละ 2 ประตู ด้านข้างมีหน้าต่างด้านละ 5 บาน บานประตูหน้าต่างไม้

ภายในพระอุโบสถมีฐานชุกชีประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นประทับนั่ง แสดงปางมารวิชัย ด้านหลังพระประธานมีตู้ขนาดใหญ่ ด้านในประดิษฐานพระพุทธรูป ปัจจุบันด้านหน้าตู้มีทองปิดทับเต็มหมด ไม่สามารถมองเห็นภายในได้ และมีพระประธาน ซึ่งเป็นพระพุทธรูปศิลาแลงปางมารวิชัย นั่นก็คือ .พระใส่แว่นตาดำ” และรูปเหมือนหลวงปู่กรับ หรือพระครูธรรมสาคร

อดีตเจ้าอาวาสวัดโกรกกราก ซึ่งตั้งอยู่ข้างโบสถ์ต่างก็ใส่แว่นตาดำ “ทำไมพระถึงใส่แว่นดำ” เนื่องจาก ครั้งหนึ่งได้เกิดโรคตาแดงระบาดไปทั่ว บ้านโกรกกราก การแพทย์ยังไม่เจริญ รักษากันตามมีตามเกิด แต่ก็ไม่หาย ด้วยความเลื่อมใสศรัทธาองค์พระศิลาแลงกันมานาน จึงได้พากันมาบนบานศาลกล่าวว่า ถ้าตาหายเจ็บหายแดง จะนำแผ่นทองมาปิดที่ดวงตาขององค์พระศิลาแลง อ่านต่อ

วงเวียนน้ำพุมหาชัย

วงเวียนน้ำพุมหาชัย หลังจากการก่อสร้างอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยขึ้นในกรุงเทพมหานครเมืองหลวงของประเทศแล้ว รัฐบาลก็ได้มีนโยบายให้จังหวัดต่างๆ มีการสร้างอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยขึ้น ซึ่งจังหวัดสมุทรสาครนั้นก็เป็นจังหวัดหนึ่งที่ได้มีการสร้างอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยขึ้น ซึ่งปีในการสร้างน่าจะใกล้เคียงกับการสร้างที่กรุงเทพมหานคร

ส่วนรูปแบบนั้นจะเป็นการย่อส่วนจากของกรุงเทพมหานคร เดิมทีไม่ได้มีรูปแบบเป็นวงเวียนน้ำพุอย่างเช่นในปัจจุบันแต่เป็นเพียงรูปเล่มรัฐธรรมนูญในสมุดไทย ประดิษฐานบนพานแว่นฟ้า ตั้งบนฐานสี่เหลี่ยมรอบนอกจะมีเสาหลัก 6 หลัก พร้อมด้วยปืนใหญ่ 4 กระบอก ซึ่งเสาหลัก 6 หลักนั้น มีความหมายว่า เอกราช ปลอดภัย เศรษฐกิจ เสมอภาค เสรีภาพ และการศึกษา

ส่วนพานทูนรัฐธรรมนูญนั้นหมายถึงอำนาจอธิปไตยทั้ง 3 ภายใต้รัฐธรรมนูญ นั่นก็คือ นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ นอกจากนั้นยังหมายถึงเดือนที่ 3 หรือเดือนมิถุนายน ตามแบบคนไทยโบราณ ซึ่งหมายถึงเดือนแห่งการเปลี่ยนแปลงการปกครองด้วย

หลังจากนั้นเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2504 ได้มีการเปลี่ยนแปลงเป็นรูปแบบน้ำพุ แต่ยังคงความหมายของรัฐธรรมนูญเอาไว้ เสาทั้ง 6 หลัก กลายเป็นฐานน้ำพุ 6 แฉก ตั้งบนฐานเสา 4 ต้น ซึ่งล้อมาจากครีบทั้ง 4 ของอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยที่กรุงเทพ ที่สูง 24 เมตร หมายถึง วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 วันเปลี่ยนแปลงการปกครอง อ่านต่อ

คลองสุนัขหอน

คลองสุนัขหอน แยกมาจากแม่น้ำท่าจีน ระยะทางยาวประมาณ 30 กิโลเมตร คลองสุนัขหอนได้บันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ชาติไทย เพราะเมื่อต้นกรุงรัตนโกสินทร์ พม่าได้ยก กองทัพมาตีไทย ทหารไทยพวกหนึ่งมีนายสุจินดาเป็นหัวหน้า ถูกพวกพม่าไล่กวาดต้อนหนีทัพมาทางเรือจากกรุงเทพฯ พายเรือโกลนล่องลงมาเรื่อยจนถึงคลองสุนัขหอน

ซึ่งเป็นคลองที่แคบและสองฝั่งมีทหารพม่า คอยซุ่มดักทำร้ายคนไทยอยู่ตลอดทั้งสองฝั่งคลอง นายสุจินดากับพวกจะเดินทางไปสมทบกับคนไทยที่สมุทรสงคราม จึงจำเป็นจะต้องล่องเรือผ่านคลองสุนัขหอน นายสุจินดา อ่านต่อ

นากุ้ง นาเกลือ

นากุ้ง นาเกลือ ในเขตอำเภอเมืองสมุทรสาคร มีชายฝั่งทะเลที่เหมาะสมกับการทำนากุ้งหลายแห่ง นาเกลือมีสภาพเป็นกองเกลือสีขาวสะอาด ประกอบกับกังหันฉุดระหัดวิดน้ำกระจายอยู่ทั่วพื้นที่ เป็นทัศนียภาพที่สวยงามและน่าประทับใจแก่นักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างประเทศ

ทิวทัศน์ที่สวยงามของนากุ้ง นาเกลือ พื้นที่ตำบลกาหลง นาโคก บ้านบ่อ บางโทรัด โคกขาม พันท้ายนรสิงห์ อ่านต่อ