วัดบ้านปาง

วัดบ้านปาง เป็นวัดซึ่งครูบาศรีวิชัยบวชเรียนเป็นวัดแรกภายในบริเวณวัดนอกจากจะร่มรื่นด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ มีโบสถ์วิหารสวยงาม และยังมีพิพิธภัณฑ์อัฐบริขารครูบาเจ้าศรีวิชัย

ซึ่งเก็บของใช้ส่วนตัวของท่านไว้อย่างครบถ้วน ได้แก่ สบง จีวร หมอน กระโถน และแจกัน เป็นต้น

อยู่บนเนินเขา เป็นปูชนียสถานที่สำคัญยิ่งเกี่ยวกับ อ่านต่อ

หอพระนารายณ์

หอพระนารายณ์ ตั้งอยู่ถนนราชดำเนินตรงข้ามหอพระอิศวรเป็นโบราณสถานในศาสนาพราหมณ์ลัทธิไวษณพนิกาย ซึ่งนับถือพระนารายณ์เป็นเทพสูงสุดมีเทวรูปพระนารายณ์ประดิษฐานอยู่อาคารหอพระนารายณ์เดิมไม่สามารถสืบทราบรูปแบบได้แล้ว

สิ่งที่พบภายในหอพระนารายณ์ได้แก่เทวรูปพระนารายณ์สลักจากหินทรายสีเทาทรงหมวกรูปกระบอกปลายสอบและพระหัตถ์ขวาทรงสังข์มีอายุราวพุทธศตวรรษ ที่ 10-11

นับเป็นเทวรูปที่เก่าแก่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อ่านต่อ

หอพระพุทธสิหิงค์

หอพระพุทธสิหิงค์ อันเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธสิหิงค์เมืองนครนั้น เดิมเป็นหอพระประจำวังของเจ้าพระยานคร ตั้งอยู่ระหว่างศาลากลางจังหวัด และ ศาลจังหวัด สร้างใหม่แทนหอเดิมใน พ.ศ.๒๔๕๗

เป็นวิหารก่ออิฐถือปูนหันหน้าไปทางทิศตะวันออก แบ่งออกเป็น สองตอน มีผนังก่ออิฐกั้น ตอนน้า เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์ และมีพระพุทธรูปยืนปางอุ้มบาตร บุด้วยทองคำ และเงิน อย่างละองค์ ส่วนด้านหลังเป็นที่เก็บอัฐิของตระกูล ณ นคร

ตามประวัติกล่าวว่า พระพุทธสิหิงค์ สร้างที่ประเทศลังกา เมื่อ พ.ศ.๗๐๐ ด้วยกิตติศัพท์เลื่องลือ ว่าเป็นพระพุทธรูปที่ศักดิ์สิทธิ์ มีพุทธลักษณะงดงาม พ่อขุนรามคำแหง จึงทรงขอให้พระเจ้าศรีธรรมโศกราชจัดส่งราชฑูตไปลังกา ขอพระพุทธรูปองค์นี้มาบูชา

ซึ่งก็ได้มาตามราชประสงค์ ได้อัญเชิญมา ประดิษฐานที่นครศรีธรรมราช จัดงานพิธีสมโภชใหญ่โต เป็นเวลา ๗ วัน พระเจ้าศรีธรรมโศกราชได้ให้ช่างท้องถิ่น จำลองไว้บูชา ๑ องค์ แล้วได้ อัญเชิญไปไว้ ณ กรุงสุโขทัย พระพุทธสิหิงค์องค์ที่ประดิษฐานอยู่ที่นครศรีธรรมราชนี้ อ่านต่อ

หอพระอิศวรและเสาชิงช้า

หอพระอิศวรและเสาชิงช้า อยู่ริมถนนราชดำเนิน เป็นโบราณสถานในศาสนาฮินดู เป็นที่ประดิษฐานศิวลึงค์ ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ของพระอิศวรและ ฐานโยนิ รวมทั้งเทวรูปสำริดอีกหลายองค์ อาทิ เทวรูปศิวนาฎราช พระอุมาและพระพิฆเนศ ซึ่งจำลองจากองค์จริงที่เก็บรักษาไว้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่ง ชาตินครศรีธรรมราช

สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยอยุธยา แต่ของเดิมชำรุดไปหมดแล้วอาคารที่ปรากฏทุกวันนี้เป็นอาคารที่กรมศิลปากรบูรณะขึ้นใหม่ เมื่อ พ.ศ. 2509 ทางด้านเหนือของหอพระอิศวรเป็นวัดเสมาเมือง ทางด้านใต้เป็นเสาชิงช้า ซึ่งสร้างขึ้นใหม่แทนของเก่าซึ่งใช้ในพิธียัมปวาย และตรีปวาย ของพราหมณ์ เมืองนครศรีธรรมราช

โดยจำลองแบบมาจากเสาชิงช้าในกรุงเทพฯ แต่มีขนาดเล็กกว่า และ เพิ่งเลิกไปเมื่อ พ.ศ. 2468 เดิมหอพระอิศวรเป็นที่ประดิษฐานเทวรูป พระอิศวรหลายองค์ เป็นปางหรือภาคต่างๆ กัน ซึ่งเป็นเทพสูงสุดตามความเชื่อของพราหณ์ลัทธิไศวนิกาย แต่เดิมใกล้ๆ กับเสาชิงช้า มีโบสถ์พราหมณ์อยู่หลังหนึ่ง

แต่ปัจจุบันผุพังลงจนไม่เหลือซากแล้ว ภายในบริเวณโบสถ์เป็นแหล่งที่พบชิ้นส่วนเทวรูปที่หล่อด้วยสำริดอายุระหว่างพุทธศตวรรษที่ 18 – 25 หลายองค์ด้วยกัน อาทิ พระพิฆเนศวร พระศิวะนาฏราช พระอุมา และรูปหงส์ นับว่าเก่าแก่มีค่ายิ่งนัก อ่านต่อ

อุทยานแห่งชาติแม่ปิง

อุทยานแห่งชาติแม่ปิง เป็นอุทยานแห่งชาติที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่และมีความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรป่าไม้และทรัพยากรสัตว์ป่า มีบรรยากาศธรรมชาติและทัศนียภาพสวยงาม เรียกได้ว่า” สวิตเซอรฺ์แลนด์เมืองลีั้

อุทยานแห่งชาติแม่ปิง มีพื้นที่ครอบคลุมอำเภอดอยเต่า จังหวัดเชียงใหม่ อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน และอำเภอสามเงา จังหวัดตาก เป็นป่าที่อุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติป่าไม้และสัตว์ป่า

มีทิวเขาทอดยาวเหยียดสลับซับซ้อน ลำห้วยน้อยใหญ่หลายสิบสาขาไหลผ่านที่สำคัญคือ ลำห้วยแม่หาด อ่านต่อ

สวนสาธารณะสนามช้างเผือก

สวนสาธารณะสนามช้างเผือก (สนามโรงพิธีช้างเผือก) อยู่ถนนพิพิธภักดี มีพื้นที่ 80 ไร่ เคยใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีน้อมเกล้าฯ ถวายช้างเผือก “พระเศวตสุรคชาธาร” แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2511 ภายในสวนสาธารณะมีศาลากลางน้ำ รูปปั้นสัตว์ต่าง ๆ และเป็นสถานที่จัดกิจกรรมของจังหวัด

สวนสาธารณะสนามช้างเผือก เป็นที่ประดิษฐานพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยุ่หัวรัชกาลที่ 5 และอนุสาวรีย์พระเศวตสุรคชาธารฯ อ่านต่อ

สวนศรียา

สวนศรียา การเผยแพร่ความรู้และประสบการณ์ นอกจากลุงไสว ศรียา จะเป็นวิทยากรภายในแก่ผู้เข้าเยี่ยมชมศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงและวิทยากรภายนอกสถานที่แล้วได้สื่อสารผ่านมัลติมีเดียด้วย

ที่สำคัญอย่างยิ่งคือผู้เข้าเยี่ยมชมเข้ารับฟังได้ช่วยประชาสัมพันธ์ปากต่อปากให้อีกช่องทางหนึ่ง โดยย้ำฝากแก่ผู้ฟังเสมอ ๆ ว่า “คนเราต้องใฝ่หาความรู้ไม่ว่าจะประกอบอาชีพอะไร และต้องขยัน อย่าขี้เกียจ จะทำให้ประสบความสำเร็จ อย่างที่ลุงทำอยู่ทุกวันนี้”

ลุงไสว ศรียา เคยประกอบอาชีพหลายด้าน อาทิ เปิดร้านซ่อมรถ เกษตรกร นักการภารโรง ชีวิตมาพลิกให้กลับไปประกอบอาชีพเกษตรกรรมดั้งเดิมของครอบครัวอย่างจริงจังอีกครั้ง

เมื่อลุงไสว ศรียา ได้ดำเนินการปลูกกิ่งพันธุ์มะม่วง 100 ต้นในพื้นที่ 1 งาน และขยายพันธุ์มะม่วงโดยการทาบกิ่งตามที่นายถาวร ชูผล เจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรจังหวัดนครนายกได้นำมาให้และคอยติดตามให้คำแนะนำให้กำลังใจมาอย่างต่อเนื่อง

ควบคู่ไปกับการแลกเปลี่ยนความรู้ประสบการณ์แสวงหาความรู้เพิ่มเติมจากเกษตรกรรายอื่นด้วย ตกแต่งพันธุ์ไม้แฟนซี ผลิตน้ำมันไบโอดีเซล ใช้กับเครื่องยนต์ใช้ในการเกษตร การพัฒนาดินตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง จนประสบความสำเร็จ จึงได้ขยายพื้นที่เพราะปลูกจาก 1 งาน เป็น 10 ไร่และจัดตั้งศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงที่บ้านเกิด ณ ตำบลหินตั้ง อ.เมือง จ.นครนายก อ่านต่อ

วัดพระพุทธบาทบัวบก

วัดพระพุทธบาทบัวบก ที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทที่มีตำนานเล่าขานว่า ราวปี 2460 พระสงฆ์รูปหนึ่งได้เกิดนิมิตรอัศจรรย์เห็นพระบรมสารีริกธาตุสีขาวในอุโมงค์ ในพื้นที่วัดจึงชักชวนชาวบ้านรื้ออุโมงค์นั้นออก

แล้วสร้างเจดีย์ครอบไว้แทนพระบรมสารีริกธาตุ มีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อันน่าอัศจรรย์ทั้งก้อนหินธรรมชาติ สรรสร้าง ประหนึ่งศิลปินนำมาจัดวางเป็นงานศิลปะ อีกถ้ำพญานาคซึ่งเล่าขานแต่อดีตว่าทางเดินภายในสามารถทะลุไปถึงแม่น้ำโขง

พุทธศาสนิกชนชาวไทย ลาว สองฝั่งโขงต่างเดินทางมาสักการะด้วยความเลื่อมใสศรัทธาสืบมาจนกาลปัจจุบัน วัดพระพุทธบาทบัวบก ยังเป็นสถานที่เงียบสงบเหมาะแก่การนั่งสมาธิปฏิบัติธรรม หลบหนีความวุ่นวายจากสถานการณ์บ้านเมืองได้

ตามตำนานพระเจ้าเหยียบโลก กล่าวไว้ว่าพระพุทธเจ้าได้เสด็จมาโปรดสัตว์ในที่ต่างๆ เป็นจำนวนมาก ครั้งหนึ่ง พระพุทธองค์ได้เสด็จมาประทับอยู่ที่ดอยนันทะดังฮี ในแคว้นหลวงพระบาง

ได้ทรงทราบว่านาคแถบฝั่งโขงมีความดุร้าย มักรบกวนมนุษย์และสัตว์ทั้งหลายอยู่เป็นประจำ เพื่อที่จะโปรดสัตว์ให้พ้นทุกข์ พระองค์จึงได้เสด็จไปยังถ้ำหนองบัวบาน และถ้ำบัวบก อันเป็นที่อาศัยของนาค 2 ตัว คือ กุทโธปาปนาค และมิลินทนาค พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงธรรมแก่กุทโธปาปนาค เมื่อกุทโธปาปนาคได้สดับพระธรรมเทศนา ก็บังเกิดความเลื่อมใสประกาศตนเป็นอุบาสก และถือพระไตรสรณาคมณ์เป็นสรณะ ที่พึ่งที่ระลึกตลอดชีวิต

หลังจากนั้นกุทโธปาปนาคก็นึกถึงน้องชายคือมิลินทนาคว่า ควรจะได้สดับพระธรรมเทศนาจากพระพุทธองค์เช่นตน เพื่อจะได้ประพฤติตนในทางที่ถูกที่ควร จึงได้กราบทูลขอให้พระพุทธเจ้าเสด็จไปโปรด

เมื่อพระพุทธองค์เสด็จมาถึงถ้ำบัวบกอันเป็นที่อยู่ของมิลินทนาค มิลินทนาคก็แสดงฤทธิ์อำนาจเพื่อขัดขวาง และทำร้ายพระพุทธองค์ด้วยวิธีต่างๆ แต่ไม่เป็นผล ในที่สุดจึงได้แปลงร่างเป็นมนุษย์ เข้าไปนมัสการพระพุทธองค์เพื่อขอขมา พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมโปรดมิลินทนาค

เมื่อมิลินทนาคได้สดับพระธรรมเทศนาแล้ว ก็สำนึกผิดในสิ่งที่ตนได้กระทำไปแล้ว และทูลขอบรรพชาอุปสมบทในพระพุทธศาสนา แต่เนื่องจากมิลินทนาคมิใช่มนุษย์ พระพุทธองค์จึงอุปสมบทให้ไม่ได้

เพราะผิดพระวินัย ดังนั้นพระพุทธองค์จึงทรงประทานไตรสรณาคมณ์ให้มิลินทนาคไว้เป็นสรณะที่พึ่งที่ระลึกและถือปฏิบัติต่อไป เป็นการเปลี่ยนวิถีชีวิต จากที่เคยเบียดเบียนทำร้ายสัตว์โลกมาเป็นช่วยเหลือเกื้อกูลสัตว์โลก ตามแนวทางของพระพุทธศาสนา

เมื่อมิลินทนาครับไตรสรณาคมณ์แล้ว จึงกราบทูลขอรอยพระบาทพระพุทธองค์ไว้เป็นที่สักการะบูชา พระพุทธองค์ทรงพิจารณาสถานที่แล้ว จึงได้ประทับรอยพระพุทธบาทไว้ ณ สถานที่นี้ แล้วจึงเสด็จกลับพระเชตวันมหาวิหาร พระพุทธบาทแห่งนี้จึงได้ชื่อว่า พระพุทธบาทบัวบก ตามชื่อถ้ำบัวบกนี้มิลินทนาคอาศัยอยู่

อีกทั้ง ในบริเวณใกล้เคียงกันก็ยังมี “ถ้ำพญานาค” ที่เชื่อว่าเป็นที่อยู่ของพญานาคมิลินทนาค ซึ่งมีลักษณะเป็นโพรงขนาดใหญ่อยู่ใต้ชะง่อนหิน และเชื่อกันว่าในถ้ำพญานาคนี้สามารถทะลุไปออกยังแม่น้ำโขงได้ ทั้งนี้ พุทธศาสนิกชนผู้ที่มาเยือนอุทยานภูพระบาทแห่งนี้ และได้มากราบรอยพระพุทธบาทแล้ว ก็อย่าลืมไปชมประติมากรรมหินซึ่งเป็นฝีมือของธรรมชาติ เช่น หอนางอุสา และถ้ำต่างๆ มากมาย

หลังจากนั้น พระพุทธบาทแห่งนี้ก็ถูกทอดทิ้งมาเป็นระยะเวลานานกว่าสองพันปี อาจจะมีผู้บูรณะมาตามลำดับแต่ไม่ปรากฎหลักฐาน การบูรณะครั้งล่าสุดดังที่เห็นเป็นอยู่ในปัจจุบัน เป็นการบูรณะเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2462 โดยมีพระภิกษุสงฆ์จำนวนหนึ่งจากอำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม อ่านต่อ

วัดนครชุม

วัดนครชุม หรือวัดใหญ่ เป็นวัดโบราณตั้งอยู่ในกำแพงเมืองเก่าพิจิตร สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยสุโขทัย อยุธยา อายุประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๙ – ๒๑ และมีการบูรณะซ่อมแซมสิ่งก่อสร้างในวัดเรื่อยมา

สิ่งก่อสร้างสำคัญที่ปรากฏเด่นชัดของวัดนี้ ได้แก่โบสถ์และวิหารลักษณะเด่นของโบสถ์ คือ ผนังด้านข้างเจาะเป็นช่องแสงแคบๆ แทนหน้าต่าง ซึ่งเป็นลักษณะสถาปัตยกรรมไทยแบบสุโขทัย-อยุธยา

ส่วนวิหารนั้น สันนิฐานว่า วิหารในปัจจุบันสร้างทับบนวิหารสมัยสุโขทัย-อยุธยา ภายในวิหารเคยเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปคู่กัน ๒ องค์ คือ หลวงพ่อเพชร และหลวงพ่อพันต่อมาได้มีการอัญเชิญหลวงพ่อเพชร

ซึ่งเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองพิจิตร (ศิลปะแบบเขียงแสนอายุประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๙ – ๒๐) ไปประดิษฐานที่วัดท่าหลวง ชั้นตรีประจำจังหวัดพิจิตรจนถึงปัจจุบัน วิหารในปัจจุบันจึงเป็นสถานที่ประดิษฐานพระพุทธรูปหลวงพ่อพัน ซึ่งเชื่อว่าเป็นพระพุทธรูปในพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยาของเมืองพิจิตรเท่านั้น

วัดนครชม ตั้งอยู่บนถนนสายพิจิตร  สามง่าม – วังจิก (ทางหลวงหมายเลข 1068) ประมาณหลักกิโลเมตรที่ 9 วัดนี้เป็นวัดที่สร้างในสมัยสุโขทัย มีอายุราว 800 ปี ด้านตะวันออกมีพระอุโบสถเก่าแก่มาก ก่อสร้างด้วยอิฐฉาบปูน เครื่องบนเป็นไม้โดยใช้สลักไม้แทนตะปู มีช่องระบายลมแทนหน้าต่าง พระอุโบสถหลังนี้เคยเป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อเพชร

ซึ่งปัจจุบันได้อัญเชิญไปประดิษฐาน ณ วัดท่าหลวง ปัจจุบันประดิษฐานพระพุทธรูปขนาดใหญ่ ก่ออิฐถือปูน ลักษณะแบบสุโขทัยเป็นพระพุทธรูปที่ใช้เป็นประธานในพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาในสมัยก่อน

ความคลาสสิกของวัดนครชุม ไม่เพียงเป็นวัดเก่าแก่อายุราว 800 ปีที่สร้างในสมัยสุโขทัยเท่านั้น หากด้านตะวันออกยังมีพระอุโบสถเก่าดูน่าเกรงขาม อ่านต่อ

แหลมสมิหลา

แหลมสมิหลา อยู่ในเขตเทศบาลเมืองสงขลา ห่างจากตลาดทรัพย์สิน (ตลาดสดเทศบาล) ประมาณ 2.5 กิโลเมตร หาดทรายขาวและทิวสนอันร่มรื่นยาวเหยียด มองเห็นทิวทัศน์ได้ไปจนสุดทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือที่แหลมสนอ่อน และทิศใต้มองเห็นได้ไกลถึงหาดชลาทัศน์ ในวันที่อากาศดีสามารถมองเห็นเขาเก้าเส้งอยู่ลิบๆ ณ แหลมสมิหลา

ซึ่งมีนางเงือกอันเป็นเสมือนสัญลักษณ์อันโดดเด่นอย่างหนึ่งของสงขลา นอกจากนั้นแล้วบริเวณริมหาดยังมีกิจกรรมสันทนาการทางน้ำไว้บริการด้วย
ถ้ามาถึงสงขลาแล้วไม่ได้เยือนหาดสมิหลาย่อมถือว่ามาไม่ถึง เพราะที่นี่คือไอคอนของเมืองสงขลาที่ทุกคนต้องมาแวะถ่ายภาพไว้เป็นที่ระลึก

หาดสมิหลาเป็นชายหาดที่มีโขดหินขนาดย่อมยื่นลงทะเล ทรายขาวละเอียดมากที่เรียกว่า “ทรายแก้ว” ร่มรื่นด้วยป่าสน และจากหาดสมิหลายังสามารถมองเห็นทิวทัศน์อันงดงามของเกาะหนูเกาะแมว จนมีคำกล่าวว่าใครมาเยือนสงขลาแล้วไม่มาเยือนสมิหลาก็เหมือนมาไม่ถึงสงขลา

อีกทั้งบริเวณหาดยังมีสัญลักษณ์ที่มีชื่อเสียง นั่นก็คือ รูปปั้นนางเงือกทอง ที่ทุกคนต้องแวะมาถ่ายภาพเก็บไว้ บรรยากาศโดยรอบของชายหาดเต็มไปด้วยความเงียบสงบ มีร้านอาหาร และร้านขายของที่ระลึกมากมาย รวมทั้งมีกิจกรรมทางน้ำเติมความสนุกให้นักท่องเที่ยว เช่น ขี่ม้า และชายหาดแห่งนี้ยังสามารถลงเล่นน้ำทะเลได้เนื่องจากเป็นชายหาดที่ไม่ลาดชัน และมียามรักษาการณ์จากเทศบาลเมืองสงขลาคอยดูแลความปลอดภัยตลอดทั้งวัน

มีหาดทรายขาวสะอาดทิวสนร่มรื่น รูปปั้นนางเงือกอันเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดสงขลา และรูปปั้นหนูแมว รอบบริเวณมีสวนหย่อมไว้ดูร่มรื่นเหมาะเป็นที่นั่งพักผ่อนยามเย็น หน้าหาดมองเห็นเกาะหนู เกาะแมว อันเป็นอีกสัญลักษณ์หนึ่งของแหลมสมิหลา

เรื่่องเล่าจาก “นางเงือกทอง”
นางเงือกทอง เป็นนิยายปรัมปราของไทยโบราณ ซึ่งขุนวิจิตรมาตรา (สง่า กาญจนาคพันธ์) เป็นผู้เล่าไว้ว่า วันดีคืนดีนางเงือกจะมานั่งหวีผมบนชายหาดด้วยหวีทองคำ กระทั่งวันหนึ่ง มีชายชาวประมงเดินผ่านมา ทำให้นางเงือกตกใจรีบหนีลงทะเลโดยลืมหวีทองคำไว้ ชาวประมงเห็นดังนั้น ก็เก็บหวีทองคำไว้ และเฝ้าคอยนางเงือกที่หาดนั้นเสมอ แต่นางเงือกก็ไม่เคยปรากฏกายให้เห็นอีกเลย สำหรับรูปปั้น “นางเงือกทอง” นี้ สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2509 ในท่านั่งหวีผม หล่อขึ้นด้วยบรอนซ์รมดำ โดยฝีมือการออกแบบ ปั้น และหล่อ โดยอาจารย์จิตร บัวบุศย์ ด้วยเงิน 60,000 บาท (ในสมัยนั้น) โดยใช้เงินจากงบประมาณของเทศบาลสงขลา อ่านต่อ