ปัจจัยในการทำ SEO มีอะไรบ้าง

ปัจจัยในการทำ SEO มีอะไรบ้าง

 

ปัจจัยในการทำ SEO มี 7 ข้อหลักดังต่อไปนี้

  1. โฮสติ้งหรือที่ๆ เราใช้ฝากเว็บไซต์ของเรา
  2. ชื่อเว็บไซต์หรือโดเมนเนม
  3. Title หรือชื่อจำกัดความของหน้าเว็บไซต์
  4. Description หรือคำอธิบายของหน้าเว็บไซต์
  5. Keyword หรือคำค้นหาที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์
  6. Content หรือเนื้อหาของเว็บไซต์
  7. ความน่าเชื่อถือและความปลอดภัย

ข้อดีที่เราจะได้รับจากการทำ SEO

เพื่อให้เว็บไซต์ของเราได้รับการจัดลำดับ ในอันดับที่ดีขึ้น (ยิ่งเป็นอันดับที่ 1 ใน Keyword นั้น ๆ ด้วยยิ่งดี) เพื่อให้มีคนได้มีโอกาสเข้าเว็บเรามากขึ้นโดยการคลิกที่ลิงค์จากการค้นหาผ่าน Search Engine เพื่อเป็นการประหยัดค่าโฆษณาเว็บไซต์ของเรา ที่ไปติดโฆษณาในที่ต่าง ๆ เพื่อทำให้เว็บไซต์เราสามารถขายสินค้าและบริการได้มากขึ้น (อันนี้เหมาะกับเว็บ e-Commerce และ e-Marketing ต่าง ๆ ) เพราะการค้นหาข้อมูลผ่าน Search Engine มีคนใช้ถึง 81% เราต้องทำให้คนรู้จัก เราให้ได้มากที่สุด การทำ SEO เป็นการประหยัดเวลาระยะยาว (แต่ใช้เวลาทำนานไม่น้อยกว่า 6 เดือน) ถ้าคุณติดลำดับต้น ๆ ในหน้าแรกแล้วจะทำให้เกิดการคลิกและเข้าเว็บเรามากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ประโยชน์ที่ได้รับจากการทำ SEO มีอะไรบ้าง

  • สามารถทำให้ได้กลุ่มลูกค้าที่ตรงตามกลุ่มเป้าหมายที่วางไว้
  • สามารถโปรโมทเว็บไซต์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
  • สร้างความน่าเชื่อถือให้กับเว็บไซต์ของท่าน
  • ทำให้เว็บไซต์ของท่านติดอันดับบนเว็บเสิร์ชเอ็นจินได้
  • ประหยัดค่าใช้จ่ายในการโฆษณาเมื่อเทียบกับการโฆษณาประเภทอื่นๆ
  • ทำให้เว็บไซต์ของคุณง่ายต่อการค้นหาบนเว็บเสิร์ชเอ็นจิน

SEO ทำอย่างไร

วิธีการทำ SEO สามารถแบ่งได้ตามปัจจัยในการทำ SEOซึ่งหลักๆ มีดังต่อไปนี้

  1. ควรเลือกโฮสติ้งที่ดีมีมาตรฐานไม่ล่มบ่อย มี bandwidth ในการเข้าถึงที่ดีจากต่างประเทศเพราะ bots หรือ spider ของเว็บ Search Engine นั้นมาจากต่างประเทศเป็นหลัก
  2. ชื่อเว็บไซต์หรือโดเมนเนม ควรใช้ชื่อที่สื่อความหมายได้ตรงกับสินค้าหรือตรงกับ keyword ที่เราต้องการทำ SEO
  3. Title หรือชื่อจำกัดความของหน้าเว็บไซต์ ต้องมีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกันกับ keyword ที่เราต้องการทำ SEO
  4. Description หรือคำอธิบายของหน้าเว็บไซต์ ต้องสามารถอธิบายและขยายความ title ที่เรากำหนดได้เป็นอย่างดีและสั้นกระชับได้ใจความ
  5. Keyword หรือคำค้นหาที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ และต้องตรงกับ keyword ที่เราต้องการทำ SEO
  6. Content หรือเนื้อหาของเว็บไซต์ ต้องเขียนขยาย description อีกทีนึงให้รายละเอียดที่ครบถ้วน
  7. ความน่าเชื่อถือและความปลอดภัย เช่นการใช้ SSL เข้ามาช่วยในการเข้ารหัสการส่งข้อมูลระหว่างเครื่องลูกค้ากับเครื่อง server แม่

 

ทำการตลาด

วัดวังตะวันออก

วัดวังตะวันออก ตั้งอยู่เยื้องๆ กับวัดวังตะวันตก ซึ่งเดิมทีวัดทั้งสองแห่งเป็นที่ตั้งนิวาสสถานของคุณหญิงปรางค์ มารดาของพระยานครศรีธรรมราช (น้อย) ต้นตระกูล ณ นคร เมื่อต้นรัตนโกสินทร์ ซึ่งเป็นสนมของพระเจ้าตากสินที่เจ้านครพัฒน์ถวายให้ ต่อมาเมื่อเจ้านครพัฒน์เสียชีวิตลง

พระเจ้าตากจึงทรงรับสั่งให้พาคุณปรางค์กลับเมืองนครศรีธรรมราช แต่มาทราบภายหลังว่าคุณปรางค์ตั้งครรภ์ได้ 2 เดือน จึงรับสั่งสร้างวังใหม่ ต่อมาได้ยกถวายให้สร้างวัดเมื่อปี พ.ศ.2530 ซึ่งจะมีเส้นทางเดินระหว่างกลางในพื้นที่ของวัด ที่เป็นทางสัญจรของประชาชานทั่วไป ปัจจุบันเป็นถนนราชดำเนิน จึงเป็นเหตุให้วัดทั้งสองแยกออกจากกัน

ในอดีต บริเวณพื้นที่วัดวังตะวันตกนี้ ชาวเมืองนครฯ รู้จักกันในนาม ป่าขี้แรด (พืชพื้นถิ่นชนิดหนึ่ง) พื้นที่ดังกล่าวถูกใช้เป็นที่ค้างศพตามประเพณีการจัดการศพในท้องที่ โดยบรรทุกศพลงเรือออกมาทางประตูผีทิศตะวันตกของกำแพงเมือง ล่องขึ้นเหนือไปตามคลองท้ายวังแล้วนำศพไปไว้บนพื้นที่ที่เป็นป่าขี้แรด

เมื่อประเพณีค้างศพเลิกได้รับการนิยมจึงกลายเป็นพื้นที่เปล่า ปล่อย “ตากแดด” ทิ้งไว้จนกลายเป็นอีกชื่อเรียกละแวกโดยรอบนั้นว่า “บ้านตากแดด” ต่อมาเจ้าจอมมารดาปราง (พระสนมในสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ธิดาในพระเจ้านครฯ (หนู) ซึ่งได้พระราชทานแก่เจ้าพระยานครฯ (พัฒน์))

ได้คิดปรับปรุงเป็นอุทยานเพื่อการพักผ่อนของท่านและบุตรชาย โดยเหตุที่อุทยานนี้อยู่ตรงข้ามกับวังตะวันออกอันเป็นนิวาสสถานของเจ้าจอมมารดาปราง ชาวเมืองจึงเรียกอุทยานนี้ว่า วังตะวันตก ครั้นเมื่อเจ้าจอมมารดาปรางสิ้นชีพิตักษัย เจ้าพระยานครฯ (น้อย) ผู้บุตรซึ่งรั้งตำแหน่งเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช

ต้องรับภาระจัดการพระศพ ก็ผูกพระเมรุขึ้นในอุทยานเพื่อเป็นที่ปลงศพ หลังจากนั้นจึงได้ยกวังตะวันออกให้เป็นวัด ตั้งชื่อว่าวัดวังตะวันออก และดัดแปลงวังตะวันตกให้เป็นวัดเช่นเดียวกัน เรียกกันว่า วัดวังตะวันตก

พ.ศ. ๒๓๘๐ เจ้าพระยานครฯ (น้อย) ได้ดำริให้ก่ออิฐถือปูนสร้างพระพุทธรูปขึ้นองค์หนึ่งบนเนินดินซึ่งเคยก่อพระเมรุปลงศพมารดา ตามธรรมเนียมเดียวกันกับงานออกพระเมรุมาศพระศพพระบิดา ณ สนามหน้าเมือง อ่านต่อ

หอสวรรค์

หอสวรรค์ เป็นจุดชมทิวทัศน์ บริเวณเทือกเขาภูเก้า มองเห็นทิวทัศน์ของที่ราบจังหวัดหนองบัวลำภู และผืนป่าเขียวขจีของอุทยานแห่งชาติกว้างไกลไปจนถึงอ่างเก็บน้ำเขื่อนอุบลรัตน์

บริเวณนี้มีก้อนหินขนาดใหญ่ตั้งอยู่ริมหน้าผา ความสูง 30 เมตร มีบันไดขึ้นไปบนก้อนหินซึ่งมีศาลาตั้งอยู่ ชาวบ้านจึงเรียกจุดชมวิวบนหินก้อนนี้ว่า “หอสวรรค์”

หอสวรรค์ เป็นจุดชมวิว มุมสูงลักษณะเป็นการสร้างศาลาชมวิวค่อมอยู่บนก้อนหินขนาดใหญ่ริมหน้าผา ความสูงของก้อนหิน 30 เมตร สามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์มุมกว้างของอำเภอโนนสัง จังหวัดหนองบัวลำภู และเขื่อนอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น

การเดินทาง ห่างจากวัดพระพุทธบาทภูเก้า ต.นิคมพัฒนา อ. โนนสัง
จ.หนองบัวลำภู ประมาณ 1 กิโลเมตร

อุทยานแห่งชาติภูเก้า-ภูพานคำ ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่จังหวัดหนองบัวลำภู พื้นที่ตอนล่างของจังหวัดอุดรธานี และพื้นที่ตอนบนของจังหวัดขอนแก่น ภูเก้า นั้นมีลักษณะรูปร่างคล้ายกระทะหงาย

โดยมีที่ราบอยู่ตอนกลาง ซึ่งสันนิษฐานว่าพื้นที่ส่วนนี้อาจจะเป็นซากภูเขาไฟโบราณที่ดับสนิทแล้วหลายร้อยล้านปี หรือไม่ก็เป็นลักษณะที่เกิดจากการโก่งตัวของเปลือกโลก เทือกเขาภูเก้ามีลักษณะเป็นเทือกเขาสองชั้นโดยชั้นนอกมีความลาดชันมากกว่าชั้นใน ส่วน ภูพานคำ

เป็นแนวทิวเขายาวบนเทือกเขาภูพาน บนสถานที่แห่งนี้เต็มไปด้วยป่าเต็งรังและป่าบญจพรรณ ที่อุดมสมบูรณ์ บริเวณสถานที่ท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติภูเก้า-ภูพานคำมีสภาพภูมิทัศน์ที่สวยงาม และมีสัตว์ป่าอาศัยอยู่อย่างชุกชุมมาก หอสวรรค์ อยู่ห่างจากวัดพระพุทธบาทภูเก้า ประมาณ 3 กิโลเมตร อ่านต่อ

วัดนันทาราม

วัดนันทาราม เดิมชื่อวัดใต้ อยู่ถนนชายน้ำ ปากพนังฝั่งตะวันออกเป็นวัดที่ประดิษฐานหลวงพ่อผุด พระพุทธรูปหินทรายแดง ศิลปสมัยกรุงศรีอยุธยา ภายในวัดยังได้เก็บรักษาศิวลึงค์องค์ใหญ่องค์หนึ่งพบที่โบราณสถานเขาคา

อายุประมาณ 1,200 ปี ในราวศตวรรษที่ 12–14 สลักจากหินปูนและสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่พบในภาคใต้

วัดนันทารามตั้งอยู่ที่ถนนชายน้ำ ปากพนังฝั่งตะวันออก เดิมชื่อวัดใต้ฝั่งออก เพราะตั้งอยู่ทางตอนใต้ ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำปากพนัง สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 พ.ศ. 2375 อ่านต่อ

วัดพุทธนิมิตร

วัดพุทธนิมิตร อยู่บนยอดเขาภูค่าว บริเวณยอดเขาด้านทิศตะวันตกมีพระนอนแกะสลักบนแผ่นผาผายุนับพันปี เป็นที่เคารพสักการะของชาวกาฬสินธุ์ นอกจากนี้ภายในวัดยังมีโบสถ์ที่ประดับตกแต่งสวยงามและวิหารที่ประดิษฐานพระพุทธรูปและพระเครื่องจำนวนมาก

มีงานเฉลิมฉลองพระพุทธไสยาสน์ในวันสงกรานต์ ประตูทางเข้าพระธาตุเจดีย์ เป็นไม้แผ่นชิ้นเดียวขนาดใหญ่แกะสลัก ข้างในพระธาตุเจดีย์งามตระการตา พื้นปูด้วยไม้แผ่นขนาดใหญ่ ตรงกลางเป็นที่ประดิษฐานของ “พระพุทธนิมิตเหล็กไหล” ทั้งองค์มีเนื้อสีดำ ประทับอยู่บนฐานไม้ ส่วนรอบ ๆ

ภายในพระมหาธาตุเจดีย์ จะมีพระพุทธรูปประดิษฐานรายรอบเต็มไปหมด แต่ข้างในค่อนข้างมืดเพราะยังไม่มีการติดไฟฟ้าแสงสว่าง ทำให้การถ่ายภาพลำบากเล็กน้อย ภายในกว้างใหญ่สามารถจุผู้คนได้หลายร้อยคน และอาจจะเกือบถึง 1,000 คน บริเวณยอดเขาด้านทิศตะวันตกมีพระนอนแกะสลักบนแผ่นผาผายุนับพันปี เป็นที่เคารพสักการะของชาวกาฬสินธุ์

พระพุทธไสยาสน์ภูค่าว มีพุทธลักษณะเป็นพระนอนปางไสยาสน์ คือ พระเศียรหนุนทับต้นแขน โดยท่อนแขนที่หนุนพระเศียรไม่ได้ตั้งขึ้นและพระหัตถ์ไม่ได้รองรับพระเศียร องค์พระมีลักษณะพิเศษคือ นอนตะแคงซ้ายไม่มีเกตุมาลา

เป็นลักษณะของพระโมคคัลลานะ พระสาวกองค์หนึ่งของพระพุทธเจ้า ความยาวตลอดองค์ 2 ม. สูง 0.5 ม. มีทองคำเปลวปิดอยู่ทั่วองค์ ทางวัดจะจัดให้มีงานสรงน้ำพระพุทธรูปไสยาสน์ในวันที่ 19 เมษายน ของทุกปี พระนอนที่สลักบนแผ่นผานี้สร้างขึ้นหลังการสมโภชองค์พระธาตุพนมเล็กน้อย ประมาณปี พ.ศ.8

โดยกลุ่มคนที่จะเดินทางไปร่วมสร้างพระธาตุพนมแต่ไปไม่ทันองค์พระธาตุสร้างเสร็จก่อน จึงร่วมกันสร้างพระนอนองค์นี้ ปี พ.ศ.2484 พระคุณเจ้าสมเด็จพระมหาวีระวงศ์ได้ขึ้นไปตรวจสังฆมณฑลภาคอีสาน และแวะจำวัดกลางมาลัยในเมืองสหัสขันธ์ซึ่งอยู่ห่างจากภูค่าวไปทางตะวันตกราว 8 กม. ในครั้งนั้นท่านได้ไปนมัสการพระนอนที่เพิงผานี้ด้วย เมื่อเสร็จสังฆกิจเสด็จกลับกรุงเทพฯ จึงบัญชาให้อธิบดีกรมศิลปากรขึ้นทะเบียนเป็นปูชนียวัตถุโบราณแห่งแรกใน จังหวัดกาฬสินธุ์

ซึ่งชี้ให้เห็นว่า จะต้องเป็นไม้ที่ได้จากต้นไม้ขนาด 3 คนโอบ

ตั้งอยู่บ้านนาสีนวล ตำบลสหัสขันธ์ ห่างจากตัวอำเภอสหัสขันธ์ประมาณ 7 กิโลเมตร ห่างจากภูสิงห์ประมาณ 4 กิโลเมตร เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปไสยาสน์ตะแคงซ้าย ไม่มีเกตุมาลา ความยาวประมาณ 2 เมตร กว้าง 25 ซม. อ่านต่อ

วัดอุดมประชาราษฎร์

วัดอุดมประชาราษฎร์ เป็นโบราณสถานที่มีความเก่าแก่ทางด้านสถาปัตยกรรมและการสอดแทรกเรื่องราวพระเวชสันดร และการดำเนินชีวิตของชาวอีสานสมัยก่อนผ่านการวาดภาพสีบริเวณรอบ โบสถ์

วัดอุดมประชาราษฎร์ มีสิมขนาดใหญ่ขนาด กว้าง 7.85 เมตร ยาว 13.27 เมตร เริ่มก่อสร้างในปี พ.ศ.2476 ด้วยงบประมาณ 6,000 บาท ด้วยฝีมือของสถาปนิกเป็นช่างญวนชื่อ นายทองคำ จันทร์เจริญ (ทองคำ แซ่อึ้ง) และนายคำมี จันทร์เจริญ

ที่น่าสนใจคือตัวสิมจะมีหลังคา 3 ชั้น มีปีกนกวิ่งรอบตัวสิม มีเสานางเรียงเป็นก่ออิฐโดยมีไม้แกะลายลำยองเป็นนาคข้างละ 5 ตัว โดยหน้าบันของสิมจะมีรูปครุฑและมังกรม้วนหางทั้ง 2 ข้าง บริเวณหน้าบันจะมีนาคมีหงอน 2 ตัว เฝ้าบันไดทางขึ้นสิม ส่วนด้านนอกของสิมจะมีปูนรูปโค้ง ด้านนอกสิม จะมี ฮูปแต้ม หรือ ภาพเขียนสี

เป็นเรื่องราวของพระเวชสันดร พร้อมเขียนด้วยอักษรธรรม โดยช่างแต้มคือ อาจารย์ผาย อยู่บ้านคำเชียงวัน ต.นามะเขีอ อ.สหัสขันธ์ เขียนเนื้อเรื่องตามศรัทธาของผู้ว่าจ้าง อ่านต่อ

วัดบ้านปาง

วัดบ้านปาง เป็นวัดซึ่งครูบาศรีวิชัยบวชเรียนเป็นวัดแรกภายในบริเวณวัดนอกจากจะร่มรื่นด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ มีโบสถ์วิหารสวยงาม และยังมีพิพิธภัณฑ์อัฐบริขารครูบาเจ้าศรีวิชัย

ซึ่งเก็บของใช้ส่วนตัวของท่านไว้อย่างครบถ้วน ได้แก่ สบง จีวร หมอน กระโถน และแจกัน เป็นต้น

อยู่บนเนินเขา เป็นปูชนียสถานที่สำคัญยิ่งเกี่ยวกับ อ่านต่อ

หอพระนารายณ์

หอพระนารายณ์ ตั้งอยู่ถนนราชดำเนินตรงข้ามหอพระอิศวรเป็นโบราณสถานในศาสนาพราหมณ์ลัทธิไวษณพนิกาย ซึ่งนับถือพระนารายณ์เป็นเทพสูงสุดมีเทวรูปพระนารายณ์ประดิษฐานอยู่อาคารหอพระนารายณ์เดิมไม่สามารถสืบทราบรูปแบบได้แล้ว

สิ่งที่พบภายในหอพระนารายณ์ได้แก่เทวรูปพระนารายณ์สลักจากหินทรายสีเทาทรงหมวกรูปกระบอกปลายสอบและพระหัตถ์ขวาทรงสังข์มีอายุราวพุทธศตวรรษ ที่ 10-11

นับเป็นเทวรูปที่เก่าแก่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อ่านต่อ

หอพระพุทธสิหิงค์

หอพระพุทธสิหิงค์ อันเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธสิหิงค์เมืองนครนั้น เดิมเป็นหอพระประจำวังของเจ้าพระยานคร ตั้งอยู่ระหว่างศาลากลางจังหวัด และ ศาลจังหวัด สร้างใหม่แทนหอเดิมใน พ.ศ.๒๔๕๗

เป็นวิหารก่ออิฐถือปูนหันหน้าไปทางทิศตะวันออก แบ่งออกเป็น สองตอน มีผนังก่ออิฐกั้น ตอนน้า เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์ และมีพระพุทธรูปยืนปางอุ้มบาตร บุด้วยทองคำ และเงิน อย่างละองค์ ส่วนด้านหลังเป็นที่เก็บอัฐิของตระกูล ณ นคร

ตามประวัติกล่าวว่า พระพุทธสิหิงค์ สร้างที่ประเทศลังกา เมื่อ พ.ศ.๗๐๐ ด้วยกิตติศัพท์เลื่องลือ ว่าเป็นพระพุทธรูปที่ศักดิ์สิทธิ์ มีพุทธลักษณะงดงาม พ่อขุนรามคำแหง จึงทรงขอให้พระเจ้าศรีธรรมโศกราชจัดส่งราชฑูตไปลังกา ขอพระพุทธรูปองค์นี้มาบูชา

ซึ่งก็ได้มาตามราชประสงค์ ได้อัญเชิญมา ประดิษฐานที่นครศรีธรรมราช จัดงานพิธีสมโภชใหญ่โต เป็นเวลา ๗ วัน พระเจ้าศรีธรรมโศกราชได้ให้ช่างท้องถิ่น จำลองไว้บูชา ๑ องค์ แล้วได้ อัญเชิญไปไว้ ณ กรุงสุโขทัย พระพุทธสิหิงค์องค์ที่ประดิษฐานอยู่ที่นครศรีธรรมราชนี้ อ่านต่อ

หอพระอิศวรและเสาชิงช้า

หอพระอิศวรและเสาชิงช้า อยู่ริมถนนราชดำเนิน เป็นโบราณสถานในศาสนาฮินดู เป็นที่ประดิษฐานศิวลึงค์ ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ของพระอิศวรและ ฐานโยนิ รวมทั้งเทวรูปสำริดอีกหลายองค์ อาทิ เทวรูปศิวนาฎราช พระอุมาและพระพิฆเนศ ซึ่งจำลองจากองค์จริงที่เก็บรักษาไว้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่ง ชาตินครศรีธรรมราช

สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยอยุธยา แต่ของเดิมชำรุดไปหมดแล้วอาคารที่ปรากฏทุกวันนี้เป็นอาคารที่กรมศิลปากรบูรณะขึ้นใหม่ เมื่อ พ.ศ. 2509 ทางด้านเหนือของหอพระอิศวรเป็นวัดเสมาเมือง ทางด้านใต้เป็นเสาชิงช้า ซึ่งสร้างขึ้นใหม่แทนของเก่าซึ่งใช้ในพิธียัมปวาย และตรีปวาย ของพราหมณ์ เมืองนครศรีธรรมราช

โดยจำลองแบบมาจากเสาชิงช้าในกรุงเทพฯ แต่มีขนาดเล็กกว่า และ เพิ่งเลิกไปเมื่อ พ.ศ. 2468 เดิมหอพระอิศวรเป็นที่ประดิษฐานเทวรูป พระอิศวรหลายองค์ เป็นปางหรือภาคต่างๆ กัน ซึ่งเป็นเทพสูงสุดตามความเชื่อของพราหณ์ลัทธิไศวนิกาย แต่เดิมใกล้ๆ กับเสาชิงช้า มีโบสถ์พราหมณ์อยู่หลังหนึ่ง

แต่ปัจจุบันผุพังลงจนไม่เหลือซากแล้ว ภายในบริเวณโบสถ์เป็นแหล่งที่พบชิ้นส่วนเทวรูปที่หล่อด้วยสำริดอายุระหว่างพุทธศตวรรษที่ 18 – 25 หลายองค์ด้วยกัน อาทิ พระพิฆเนศวร พระศิวะนาฏราช พระอุมา และรูปหงส์ นับว่าเก่าแก่มีค่ายิ่งนัก อ่านต่อ