สวนสาธารณะสนามช้างเผือก

สวนสาธารณะสนามช้างเผือก (สนามโรงพิธีช้างเผือก) อยู่ถนนพิพิธภักดี มีพื้นที่ 80 ไร่ เคยใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีน้อมเกล้าฯ ถวายช้างเผือก “พระเศวตสุรคชาธาร” แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2511 ภายในสวนสาธารณะมีศาลากลางน้ำ รูปปั้นสัตว์ต่าง ๆ และเป็นสถานที่จัดกิจกรรมของจังหวัด

สวนสาธารณะสนามช้างเผือก เป็นที่ประดิษฐานพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยุ่หัวรัชกาลที่ 5 และอนุสาวรีย์พระเศวตสุรคชาธารฯ อ่านต่อ

สวนศรียา

สวนศรียา การเผยแพร่ความรู้และประสบการณ์ นอกจากลุงไสว ศรียา จะเป็นวิทยากรภายในแก่ผู้เข้าเยี่ยมชมศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงและวิทยากรภายนอกสถานที่แล้วได้สื่อสารผ่านมัลติมีเดียด้วย

ที่สำคัญอย่างยิ่งคือผู้เข้าเยี่ยมชมเข้ารับฟังได้ช่วยประชาสัมพันธ์ปากต่อปากให้อีกช่องทางหนึ่ง โดยย้ำฝากแก่ผู้ฟังเสมอ ๆ ว่า “คนเราต้องใฝ่หาความรู้ไม่ว่าจะประกอบอาชีพอะไร และต้องขยัน อย่าขี้เกียจ จะทำให้ประสบความสำเร็จ อย่างที่ลุงทำอยู่ทุกวันนี้”

ลุงไสว ศรียา เคยประกอบอาชีพหลายด้าน อาทิ เปิดร้านซ่อมรถ เกษตรกร นักการภารโรง ชีวิตมาพลิกให้กลับไปประกอบอาชีพเกษตรกรรมดั้งเดิมของครอบครัวอย่างจริงจังอีกครั้ง

เมื่อลุงไสว ศรียา ได้ดำเนินการปลูกกิ่งพันธุ์มะม่วง 100 ต้นในพื้นที่ 1 งาน และขยายพันธุ์มะม่วงโดยการทาบกิ่งตามที่นายถาวร ชูผล เจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรจังหวัดนครนายกได้นำมาให้และคอยติดตามให้คำแนะนำให้กำลังใจมาอย่างต่อเนื่อง

ควบคู่ไปกับการแลกเปลี่ยนความรู้ประสบการณ์แสวงหาความรู้เพิ่มเติมจากเกษตรกรรายอื่นด้วย ตกแต่งพันธุ์ไม้แฟนซี ผลิตน้ำมันไบโอดีเซล ใช้กับเครื่องยนต์ใช้ในการเกษตร การพัฒนาดินตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง จนประสบความสำเร็จ จึงได้ขยายพื้นที่เพราะปลูกจาก 1 งาน เป็น 10 ไร่และจัดตั้งศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงที่บ้านเกิด ณ ตำบลหินตั้ง อ.เมือง จ.นครนายก อ่านต่อ

วัดพระพุทธบาทบัวบก

วัดพระพุทธบาทบัวบก ที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทที่มีตำนานเล่าขานว่า ราวปี 2460 พระสงฆ์รูปหนึ่งได้เกิดนิมิตรอัศจรรย์เห็นพระบรมสารีริกธาตุสีขาวในอุโมงค์ ในพื้นที่วัดจึงชักชวนชาวบ้านรื้ออุโมงค์นั้นออก

แล้วสร้างเจดีย์ครอบไว้แทนพระบรมสารีริกธาตุ มีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อันน่าอัศจรรย์ทั้งก้อนหินธรรมชาติ สรรสร้าง ประหนึ่งศิลปินนำมาจัดวางเป็นงานศิลปะ อีกถ้ำพญานาคซึ่งเล่าขานแต่อดีตว่าทางเดินภายในสามารถทะลุไปถึงแม่น้ำโขง

พุทธศาสนิกชนชาวไทย ลาว สองฝั่งโขงต่างเดินทางมาสักการะด้วยความเลื่อมใสศรัทธาสืบมาจนกาลปัจจุบัน วัดพระพุทธบาทบัวบก ยังเป็นสถานที่เงียบสงบเหมาะแก่การนั่งสมาธิปฏิบัติธรรม หลบหนีความวุ่นวายจากสถานการณ์บ้านเมืองได้

ตามตำนานพระเจ้าเหยียบโลก กล่าวไว้ว่าพระพุทธเจ้าได้เสด็จมาโปรดสัตว์ในที่ต่างๆ เป็นจำนวนมาก ครั้งหนึ่ง พระพุทธองค์ได้เสด็จมาประทับอยู่ที่ดอยนันทะดังฮี ในแคว้นหลวงพระบาง

ได้ทรงทราบว่านาคแถบฝั่งโขงมีความดุร้าย มักรบกวนมนุษย์และสัตว์ทั้งหลายอยู่เป็นประจำ เพื่อที่จะโปรดสัตว์ให้พ้นทุกข์ พระองค์จึงได้เสด็จไปยังถ้ำหนองบัวบาน และถ้ำบัวบก อันเป็นที่อาศัยของนาค 2 ตัว คือ กุทโธปาปนาค และมิลินทนาค พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงธรรมแก่กุทโธปาปนาค เมื่อกุทโธปาปนาคได้สดับพระธรรมเทศนา ก็บังเกิดความเลื่อมใสประกาศตนเป็นอุบาสก และถือพระไตรสรณาคมณ์เป็นสรณะ ที่พึ่งที่ระลึกตลอดชีวิต

หลังจากนั้นกุทโธปาปนาคก็นึกถึงน้องชายคือมิลินทนาคว่า ควรจะได้สดับพระธรรมเทศนาจากพระพุทธองค์เช่นตน เพื่อจะได้ประพฤติตนในทางที่ถูกที่ควร จึงได้กราบทูลขอให้พระพุทธเจ้าเสด็จไปโปรด

เมื่อพระพุทธองค์เสด็จมาถึงถ้ำบัวบกอันเป็นที่อยู่ของมิลินทนาค มิลินทนาคก็แสดงฤทธิ์อำนาจเพื่อขัดขวาง และทำร้ายพระพุทธองค์ด้วยวิธีต่างๆ แต่ไม่เป็นผล ในที่สุดจึงได้แปลงร่างเป็นมนุษย์ เข้าไปนมัสการพระพุทธองค์เพื่อขอขมา พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมโปรดมิลินทนาค

เมื่อมิลินทนาคได้สดับพระธรรมเทศนาแล้ว ก็สำนึกผิดในสิ่งที่ตนได้กระทำไปแล้ว และทูลขอบรรพชาอุปสมบทในพระพุทธศาสนา แต่เนื่องจากมิลินทนาคมิใช่มนุษย์ พระพุทธองค์จึงอุปสมบทให้ไม่ได้

เพราะผิดพระวินัย ดังนั้นพระพุทธองค์จึงทรงประทานไตรสรณาคมณ์ให้มิลินทนาคไว้เป็นสรณะที่พึ่งที่ระลึกและถือปฏิบัติต่อไป เป็นการเปลี่ยนวิถีชีวิต จากที่เคยเบียดเบียนทำร้ายสัตว์โลกมาเป็นช่วยเหลือเกื้อกูลสัตว์โลก ตามแนวทางของพระพุทธศาสนา

เมื่อมิลินทนาครับไตรสรณาคมณ์แล้ว จึงกราบทูลขอรอยพระบาทพระพุทธองค์ไว้เป็นที่สักการะบูชา พระพุทธองค์ทรงพิจารณาสถานที่แล้ว จึงได้ประทับรอยพระพุทธบาทไว้ ณ สถานที่นี้ แล้วจึงเสด็จกลับพระเชตวันมหาวิหาร พระพุทธบาทแห่งนี้จึงได้ชื่อว่า พระพุทธบาทบัวบก ตามชื่อถ้ำบัวบกนี้มิลินทนาคอาศัยอยู่

อีกทั้ง ในบริเวณใกล้เคียงกันก็ยังมี “ถ้ำพญานาค” ที่เชื่อว่าเป็นที่อยู่ของพญานาคมิลินทนาค ซึ่งมีลักษณะเป็นโพรงขนาดใหญ่อยู่ใต้ชะง่อนหิน และเชื่อกันว่าในถ้ำพญานาคนี้สามารถทะลุไปออกยังแม่น้ำโขงได้ ทั้งนี้ พุทธศาสนิกชนผู้ที่มาเยือนอุทยานภูพระบาทแห่งนี้ และได้มากราบรอยพระพุทธบาทแล้ว ก็อย่าลืมไปชมประติมากรรมหินซึ่งเป็นฝีมือของธรรมชาติ เช่น หอนางอุสา และถ้ำต่างๆ มากมาย

หลังจากนั้น พระพุทธบาทแห่งนี้ก็ถูกทอดทิ้งมาเป็นระยะเวลานานกว่าสองพันปี อาจจะมีผู้บูรณะมาตามลำดับแต่ไม่ปรากฎหลักฐาน การบูรณะครั้งล่าสุดดังที่เห็นเป็นอยู่ในปัจจุบัน เป็นการบูรณะเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2462 โดยมีพระภิกษุสงฆ์จำนวนหนึ่งจากอำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม อ่านต่อ

วัดนครชุม

วัดนครชุม หรือวัดใหญ่ เป็นวัดโบราณตั้งอยู่ในกำแพงเมืองเก่าพิจิตร สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยสุโขทัย อยุธยา อายุประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๙ – ๒๑ และมีการบูรณะซ่อมแซมสิ่งก่อสร้างในวัดเรื่อยมา

สิ่งก่อสร้างสำคัญที่ปรากฏเด่นชัดของวัดนี้ ได้แก่โบสถ์และวิหารลักษณะเด่นของโบสถ์ คือ ผนังด้านข้างเจาะเป็นช่องแสงแคบๆ แทนหน้าต่าง ซึ่งเป็นลักษณะสถาปัตยกรรมไทยแบบสุโขทัย-อยุธยา

ส่วนวิหารนั้น สันนิฐานว่า วิหารในปัจจุบันสร้างทับบนวิหารสมัยสุโขทัย-อยุธยา ภายในวิหารเคยเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปคู่กัน ๒ องค์ คือ หลวงพ่อเพชร และหลวงพ่อพันต่อมาได้มีการอัญเชิญหลวงพ่อเพชร

ซึ่งเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองพิจิตร (ศิลปะแบบเขียงแสนอายุประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๙ – ๒๐) ไปประดิษฐานที่วัดท่าหลวง ชั้นตรีประจำจังหวัดพิจิตรจนถึงปัจจุบัน วิหารในปัจจุบันจึงเป็นสถานที่ประดิษฐานพระพุทธรูปหลวงพ่อพัน ซึ่งเชื่อว่าเป็นพระพุทธรูปในพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยาของเมืองพิจิตรเท่านั้น

วัดนครชม ตั้งอยู่บนถนนสายพิจิตร  สามง่าม – วังจิก (ทางหลวงหมายเลข 1068) ประมาณหลักกิโลเมตรที่ 9 วัดนี้เป็นวัดที่สร้างในสมัยสุโขทัย มีอายุราว 800 ปี ด้านตะวันออกมีพระอุโบสถเก่าแก่มาก ก่อสร้างด้วยอิฐฉาบปูน เครื่องบนเป็นไม้โดยใช้สลักไม้แทนตะปู มีช่องระบายลมแทนหน้าต่าง พระอุโบสถหลังนี้เคยเป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อเพชร

ซึ่งปัจจุบันได้อัญเชิญไปประดิษฐาน ณ วัดท่าหลวง ปัจจุบันประดิษฐานพระพุทธรูปขนาดใหญ่ ก่ออิฐถือปูน ลักษณะแบบสุโขทัยเป็นพระพุทธรูปที่ใช้เป็นประธานในพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาในสมัยก่อน

ความคลาสสิกของวัดนครชุม ไม่เพียงเป็นวัดเก่าแก่อายุราว 800 ปีที่สร้างในสมัยสุโขทัยเท่านั้น หากด้านตะวันออกยังมีพระอุโบสถเก่าดูน่าเกรงขาม อ่านต่อ

แหลมสมิหลา

แหลมสมิหลา อยู่ในเขตเทศบาลเมืองสงขลา ห่างจากตลาดทรัพย์สิน (ตลาดสดเทศบาล) ประมาณ 2.5 กิโลเมตร หาดทรายขาวและทิวสนอันร่มรื่นยาวเหยียด มองเห็นทิวทัศน์ได้ไปจนสุดทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือที่แหลมสนอ่อน และทิศใต้มองเห็นได้ไกลถึงหาดชลาทัศน์ ในวันที่อากาศดีสามารถมองเห็นเขาเก้าเส้งอยู่ลิบๆ ณ แหลมสมิหลา

ซึ่งมีนางเงือกอันเป็นเสมือนสัญลักษณ์อันโดดเด่นอย่างหนึ่งของสงขลา นอกจากนั้นแล้วบริเวณริมหาดยังมีกิจกรรมสันทนาการทางน้ำไว้บริการด้วย
ถ้ามาถึงสงขลาแล้วไม่ได้เยือนหาดสมิหลาย่อมถือว่ามาไม่ถึง เพราะที่นี่คือไอคอนของเมืองสงขลาที่ทุกคนต้องมาแวะถ่ายภาพไว้เป็นที่ระลึก

หาดสมิหลาเป็นชายหาดที่มีโขดหินขนาดย่อมยื่นลงทะเล ทรายขาวละเอียดมากที่เรียกว่า “ทรายแก้ว” ร่มรื่นด้วยป่าสน และจากหาดสมิหลายังสามารถมองเห็นทิวทัศน์อันงดงามของเกาะหนูเกาะแมว จนมีคำกล่าวว่าใครมาเยือนสงขลาแล้วไม่มาเยือนสมิหลาก็เหมือนมาไม่ถึงสงขลา

อีกทั้งบริเวณหาดยังมีสัญลักษณ์ที่มีชื่อเสียง นั่นก็คือ รูปปั้นนางเงือกทอง ที่ทุกคนต้องแวะมาถ่ายภาพเก็บไว้ บรรยากาศโดยรอบของชายหาดเต็มไปด้วยความเงียบสงบ มีร้านอาหาร และร้านขายของที่ระลึกมากมาย รวมทั้งมีกิจกรรมทางน้ำเติมความสนุกให้นักท่องเที่ยว เช่น ขี่ม้า และชายหาดแห่งนี้ยังสามารถลงเล่นน้ำทะเลได้เนื่องจากเป็นชายหาดที่ไม่ลาดชัน และมียามรักษาการณ์จากเทศบาลเมืองสงขลาคอยดูแลความปลอดภัยตลอดทั้งวัน

มีหาดทรายขาวสะอาดทิวสนร่มรื่น รูปปั้นนางเงือกอันเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดสงขลา และรูปปั้นหนูแมว รอบบริเวณมีสวนหย่อมไว้ดูร่มรื่นเหมาะเป็นที่นั่งพักผ่อนยามเย็น หน้าหาดมองเห็นเกาะหนู เกาะแมว อันเป็นอีกสัญลักษณ์หนึ่งของแหลมสมิหลา

เรื่่องเล่าจาก “นางเงือกทอง”
นางเงือกทอง เป็นนิยายปรัมปราของไทยโบราณ ซึ่งขุนวิจิตรมาตรา (สง่า กาญจนาคพันธ์) เป็นผู้เล่าไว้ว่า วันดีคืนดีนางเงือกจะมานั่งหวีผมบนชายหาดด้วยหวีทองคำ กระทั่งวันหนึ่ง มีชายชาวประมงเดินผ่านมา ทำให้นางเงือกตกใจรีบหนีลงทะเลโดยลืมหวีทองคำไว้ ชาวประมงเห็นดังนั้น ก็เก็บหวีทองคำไว้ และเฝ้าคอยนางเงือกที่หาดนั้นเสมอ แต่นางเงือกก็ไม่เคยปรากฏกายให้เห็นอีกเลย สำหรับรูปปั้น “นางเงือกทอง” นี้ สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2509 ในท่านั่งหวีผม หล่อขึ้นด้วยบรอนซ์รมดำ โดยฝีมือการออกแบบ ปั้น และหล่อ โดยอาจารย์จิตร บัวบุศย์ ด้วยเงิน 60,000 บาท (ในสมัยนั้น) โดยใช้เงินจากงบประมาณของเทศบาลสงขลา อ่านต่อ

ศูนย์สาธิตปลูกและแปรรูปเห็ดหอมบ้านบุไทร

ศูนย์สาธิตปลูกและแปรรูปเห็ดหอมบ้านบุไทร อยู่ที่หมู่ 4 บ้านบุไทร ตำบลไทยสามัคคี ชมเทคนิคด้านการเกษตรที่ผลิตโดย ภูมิปัญญาชาวบ้านและเจาะลึกกรรมวิธีแปรรูปเห็ดหอม ให้เป็นสินค้าสารพัดพร้อมเลือกซื้อเห็ดสดและเห็ดแปรรูป

เห็ดหอม เป็นเห็ดเศรษฐกิจที่มีมูลค่าสูง แต่เพาะเลี้ยงได้เฉพาะเขตที่มีอากาศหนาวเย็นเท่านั้น แต่ด้วยผลงานการวิจัยของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ธวัชชัย ทีฆชุณหเถียร จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ที่ได้พบเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการเพาะเห็ดหอมในพื้นที่ไม่หนาวเย็น

รวมถึงการพัฒนาสายพันธุ์ทนร้อนที่กระตุ้นให้ออกดอกได้ง่าย การจัดการความชื้นในก้อนเห็ดเลียนแบบธรรมชาติ การกระตุ้นการออกดอกด้วยความเย็น 10 องศาเซลเซียส เป็นต้น และได้นำเทคโนโลยีดังกล่าวไปทดสอบการผลิตในลักษณะธุรกิจในระดับเกษตรกร ณ บ้านสุขสมบูรณ์ ต.ไทยสามัคคี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา เมื่อปี 2542-2543 ปรากฏว่าผลลัพธ์ออกมาดี อ่านต่อ

ศูนย์วัฒนธรรมและการท่องเที่ยวบ้านน้ำเค็ม

ศูนย์วัฒนธรรมและการท่องเที่ยวบ้านน้ำเค็ม เพื่อเป็นการส่งเสริมอาชีพให้แก่พี่น้องบ้านน้ำเค็ม ลักษณะของตัวอาคารพิพิธภัณฑ์ ได้มีการผสมผสานภูมิทัศน์วัฒนธรรมพื้นถิ่น รูปทรงอาคาร ได้แนวคิดจากอุปกรณ์ทำกินในวิถีชีวิตประจำวันของชาวบ้าน ซึ่งประกอบอาชีพประมงเป็นส่วนใหญ่

การออกแบบเน้นให้อาคารมีความโปร่งโล่งแข็งแรง และสอดคล้องต่อสภาพภูมิทัศน์โดยรอบ และเป็นฉากหลังที่ประกอบเรื่องราวของเรือทั้ง 2 ลำให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

พิพิธภัณฑ์แบ่งพื้นที่เป็น 3 ส่วนหลักหลัก ได้แก่
1.ส่วนจัดแสดงกลางแจ้ง โดยนำซากเรือที่พบในเหตุการณ์ภัยพิบัติมาแสดง
2.ภูมิทัศน์และพืชพรรณมีความเป็น”เอกลักษณ์ ทำให้รู้สึกสงบ และความเคารพในสถานที่
3.ศูนย์บริการข้อมูล มีลักษณะเปิดโล่ง สำหรับกิจกรรมของชุมชน และเป็นแหล่งท่องเที่ยว อ่านต่อ

วัดร่องเสือเต้น

วัดร่องเสือเต้น ตั้งอยู่ ในตำบลริมกก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย โดยตั้งอยู่ริมแม่น้ำกก ฝั่งด้านซ้ายทางทิศตะวันออกของเทศบาลนครเมืองเชียงราย ในอดีตสถานที่แห่งนี้เคยเป็นที่ตั้งของวัดร้าง ได้ถูกบูรณะขึ้นมาใหม่และให้ชื่อว่า “วัดร่องเสือเต้น”

เพื่อเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวบ้านในบริเวณบ้านร่องเสือเต้น จุดดึงดูดนักท่องเที่ยวที่สุด “วิหารร่องเสือเต้น” ซึ่งเริ่มก่อสร้างเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2548 แล้วเสร็จเมื่อ วันที่ 22 มกราคม 2559 เวลาสร้างร่วม 10 ปี

ถูกสร้างสรรค์ขึ้นโดย ฝีมือของศิลปินชาวพื้นบ้าน นายพุทธา กาบแก้ว หรือ สล่านก ศิษย์และลูกมือของ อาจารย์เฉลิมชัย ผู้สร้างวัดร่องขุน ตัววิหารได้ถูกสร้างด้วยศิลปะแนวศาสนาศิลป์ร่วมสมัย แฝงไว้ด้วยคติธรรมของพระพุทธองค์

นอกจากตัววิหารแล้ว ภายในวัดยังเป็นที่ประดิษฐาน “พระธาตุเกศแก้วจุฬามณีห้าพระองค์” ซึ่งมีความสูง 20 เมตร โดยยอดขององค์พระธาตุได้บรรจุพระบรมสาริกธาตุ จากสมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสงฆปรินายก เป็นอีกจุดหนึ่งที่ไม่ควรพลาด

วัดร่องเสือเต้น ที่มีศิลปะที่มีความสวยงดงามแปลกตา เป็นศิลปะประยุกต์ที่เป็นเอกลักษณ์ ใช้เฉดสีเป็นสีน้ำเงินฟ้า รูปแบบของศิลปะส่วนหนึ่งมีความคล้ายกับผลงานของ อ.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ และ อ.ถวัลย์ ดัชนีย์ สองศิลปินแห่งชาติชื่อดังชาวเชียงรายที่รังสรรค์ผลงานอยู่ที่วัดร่องขุ่น ต.ป่าอ้อดอนชัย และพิพธภัณฑ์บ้านดำ ต.นางแล อ.เมือง จ.เชียงราย รวมอยู่ด้วย อ่านต่อ

หาดเฉวงน้อย

หาดเฉวงน้อย อยู่ทางทิศใต้ของหาดเฉวง ซึ่งเป็นหนึ่งในย่านที่มีนักท่องเที่ยวมากที่สุดบนเกาะสมุย หาดทรายอันเงียบสงบตรงนี้อาจจะต่างออกไปจากหาดใหญ่ ทางทิศเหนือ

ถ้าคุณได้เดินสำรวจบริเวณแหลมที่ยื่นออกไปยังท้องทะเล คุณจะพบกับน้ำทะเลใสดั่งแก้ว แวดล้อมไปด้วยทรายขาวสะอาด เป็นภาพที่สวยงามมาก บ้านพักตากอากาศสำหรับคนกระเป๋าหนักตั้งเรียงรายอยู่ริมหาด หลังทิวมะพร้าวต้นสูงไปเพียงนิดเดียว
ถ้าคุณต้องการเดินทางเพื่อการพักผ่อน

หาดเฉวงน้อย คือตัวเลือกที่ใช่ที่สุดแล้ว ผู้คนไม่จอแจและยังมีร่มเงามากพอให้หลบแดดจากดวงอาทิตย์ อ่านต่อ

สนามกีฬากลางเมืองเบตง

สนามกีฬากลางเมืองเบตง ศูนย์กีฬากาญจนาภิเษกหรือที่ชาวเมืองยะลารู้จักกันดีในชื่อว่า สนามกีฬากลางหุบเขาเป็นสนามกีฬาแสนพิเศษสำหรับชาวยะลา

ที่สนามแห่งนี้ประกอบไปด้วยสนามกีฬาหลากหลายประเภท ให้ผู้ที่มาได้ออกกำลังกายกัน หรือหากใครชอบออกกำลังกายแบบใกล้ชิดสัมผัสธรรมชาติแล้วล่ะก็สามารถมาออกกำลังกายที่ สวนสุขภาพได้

สวนแห่งนี้ร่มรื่นไปด้วยกลิ่นอายและบรรยากาศอันสดชื่นของธรรมชาติ อ่านต่อ