วัดวังตะวันออก

วัดวังตะวันออก ตั้งอยู่เยื้องๆ กับวัดวังตะวันตก ซึ่งเดิมทีวัดทั้งสองแห่งเป็นที่ตั้งนิวาสสถานของคุณหญิงปรางค์ มารดาของพระยานครศรีธรรมราช (น้อย) ต้นตระกูล ณ นคร เมื่อต้นรัตนโกสินทร์ ซึ่งเป็นสนมของพระเจ้าตากสินที่เจ้านครพัฒน์ถวายให้ ต่อมาเมื่อเจ้านครพัฒน์เสียชีวิตลง

พระเจ้าตากจึงทรงรับสั่งให้พาคุณปรางค์กลับเมืองนครศรีธรรมราช แต่มาทราบภายหลังว่าคุณปรางค์ตั้งครรภ์ได้ 2 เดือน จึงรับสั่งสร้างวังใหม่ ต่อมาได้ยกถวายให้สร้างวัดเมื่อปี พ.ศ.2530 ซึ่งจะมีเส้นทางเดินระหว่างกลางในพื้นที่ของวัด ที่เป็นทางสัญจรของประชาชานทั่วไป ปัจจุบันเป็นถนนราชดำเนิน จึงเป็นเหตุให้วัดทั้งสองแยกออกจากกัน

ในอดีต บริเวณพื้นที่วัดวังตะวันตกนี้ ชาวเมืองนครฯ รู้จักกันในนาม ป่าขี้แรด (พืชพื้นถิ่นชนิดหนึ่ง) พื้นที่ดังกล่าวถูกใช้เป็นที่ค้างศพตามประเพณีการจัดการศพในท้องที่ โดยบรรทุกศพลงเรือออกมาทางประตูผีทิศตะวันตกของกำแพงเมือง ล่องขึ้นเหนือไปตามคลองท้ายวังแล้วนำศพไปไว้บนพื้นที่ที่เป็นป่าขี้แรด

เมื่อประเพณีค้างศพเลิกได้รับการนิยมจึงกลายเป็นพื้นที่เปล่า ปล่อย “ตากแดด” ทิ้งไว้จนกลายเป็นอีกชื่อเรียกละแวกโดยรอบนั้นว่า “บ้านตากแดด” ต่อมาเจ้าจอมมารดาปราง (พระสนมในสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ธิดาในพระเจ้านครฯ (หนู) ซึ่งได้พระราชทานแก่เจ้าพระยานครฯ (พัฒน์))

ได้คิดปรับปรุงเป็นอุทยานเพื่อการพักผ่อนของท่านและบุตรชาย โดยเหตุที่อุทยานนี้อยู่ตรงข้ามกับวังตะวันออกอันเป็นนิวาสสถานของเจ้าจอมมารดาปราง ชาวเมืองจึงเรียกอุทยานนี้ว่า วังตะวันตก ครั้นเมื่อเจ้าจอมมารดาปรางสิ้นชีพิตักษัย เจ้าพระยานครฯ (น้อย) ผู้บุตรซึ่งรั้งตำแหน่งเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช

ต้องรับภาระจัดการพระศพ ก็ผูกพระเมรุขึ้นในอุทยานเพื่อเป็นที่ปลงศพ หลังจากนั้นจึงได้ยกวังตะวันออกให้เป็นวัด ตั้งชื่อว่าวัดวังตะวันออก และดัดแปลงวังตะวันตกให้เป็นวัดเช่นเดียวกัน เรียกกันว่า วัดวังตะวันตก

พ.ศ. ๒๓๘๐ เจ้าพระยานครฯ (น้อย) ได้ดำริให้ก่ออิฐถือปูนสร้างพระพุทธรูปขึ้นองค์หนึ่งบนเนินดินซึ่งเคยก่อพระเมรุปลงศพมารดา ตามธรรมเนียมเดียวกันกับงานออกพระเมรุมาศพระศพพระบิดา ณ สนามหน้าเมือง อ่านต่อ

หอสวรรค์

หอสวรรค์ เป็นจุดชมทิวทัศน์ บริเวณเทือกเขาภูเก้า มองเห็นทิวทัศน์ของที่ราบจังหวัดหนองบัวลำภู และผืนป่าเขียวขจีของอุทยานแห่งชาติกว้างไกลไปจนถึงอ่างเก็บน้ำเขื่อนอุบลรัตน์

บริเวณนี้มีก้อนหินขนาดใหญ่ตั้งอยู่ริมหน้าผา ความสูง 30 เมตร มีบันไดขึ้นไปบนก้อนหินซึ่งมีศาลาตั้งอยู่ ชาวบ้านจึงเรียกจุดชมวิวบนหินก้อนนี้ว่า “หอสวรรค์”

หอสวรรค์ เป็นจุดชมวิว มุมสูงลักษณะเป็นการสร้างศาลาชมวิวค่อมอยู่บนก้อนหินขนาดใหญ่ริมหน้าผา ความสูงของก้อนหิน 30 เมตร สามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์มุมกว้างของอำเภอโนนสัง จังหวัดหนองบัวลำภู และเขื่อนอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น

การเดินทาง ห่างจากวัดพระพุทธบาทภูเก้า ต.นิคมพัฒนา อ. โนนสัง
จ.หนองบัวลำภู ประมาณ 1 กิโลเมตร

อุทยานแห่งชาติภูเก้า-ภูพานคำ ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่จังหวัดหนองบัวลำภู พื้นที่ตอนล่างของจังหวัดอุดรธานี และพื้นที่ตอนบนของจังหวัดขอนแก่น ภูเก้า นั้นมีลักษณะรูปร่างคล้ายกระทะหงาย

โดยมีที่ราบอยู่ตอนกลาง ซึ่งสันนิษฐานว่าพื้นที่ส่วนนี้อาจจะเป็นซากภูเขาไฟโบราณที่ดับสนิทแล้วหลายร้อยล้านปี หรือไม่ก็เป็นลักษณะที่เกิดจากการโก่งตัวของเปลือกโลก เทือกเขาภูเก้ามีลักษณะเป็นเทือกเขาสองชั้นโดยชั้นนอกมีความลาดชันมากกว่าชั้นใน ส่วน ภูพานคำ

เป็นแนวทิวเขายาวบนเทือกเขาภูพาน บนสถานที่แห่งนี้เต็มไปด้วยป่าเต็งรังและป่าบญจพรรณ ที่อุดมสมบูรณ์ บริเวณสถานที่ท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติภูเก้า-ภูพานคำมีสภาพภูมิทัศน์ที่สวยงาม และมีสัตว์ป่าอาศัยอยู่อย่างชุกชุมมาก หอสวรรค์ อยู่ห่างจากวัดพระพุทธบาทภูเก้า ประมาณ 3 กิโลเมตร อ่านต่อ

วัดนันทาราม

วัดนันทาราม เดิมชื่อวัดใต้ อยู่ถนนชายน้ำ ปากพนังฝั่งตะวันออกเป็นวัดที่ประดิษฐานหลวงพ่อผุด พระพุทธรูปหินทรายแดง ศิลปสมัยกรุงศรีอยุธยา ภายในวัดยังได้เก็บรักษาศิวลึงค์องค์ใหญ่องค์หนึ่งพบที่โบราณสถานเขาคา

อายุประมาณ 1,200 ปี ในราวศตวรรษที่ 12–14 สลักจากหินปูนและสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่พบในภาคใต้

วัดนันทารามตั้งอยู่ที่ถนนชายน้ำ ปากพนังฝั่งตะวันออก เดิมชื่อวัดใต้ฝั่งออก เพราะตั้งอยู่ทางตอนใต้ ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำปากพนัง สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 พ.ศ. 2375 อ่านต่อ

วัดพุทธนิมิตร

วัดพุทธนิมิตร อยู่บนยอดเขาภูค่าว บริเวณยอดเขาด้านทิศตะวันตกมีพระนอนแกะสลักบนแผ่นผาผายุนับพันปี เป็นที่เคารพสักการะของชาวกาฬสินธุ์ นอกจากนี้ภายในวัดยังมีโบสถ์ที่ประดับตกแต่งสวยงามและวิหารที่ประดิษฐานพระพุทธรูปและพระเครื่องจำนวนมาก

มีงานเฉลิมฉลองพระพุทธไสยาสน์ในวันสงกรานต์ ประตูทางเข้าพระธาตุเจดีย์ เป็นไม้แผ่นชิ้นเดียวขนาดใหญ่แกะสลัก ข้างในพระธาตุเจดีย์งามตระการตา พื้นปูด้วยไม้แผ่นขนาดใหญ่ ตรงกลางเป็นที่ประดิษฐานของ “พระพุทธนิมิตเหล็กไหล” ทั้งองค์มีเนื้อสีดำ ประทับอยู่บนฐานไม้ ส่วนรอบ ๆ

ภายในพระมหาธาตุเจดีย์ จะมีพระพุทธรูปประดิษฐานรายรอบเต็มไปหมด แต่ข้างในค่อนข้างมืดเพราะยังไม่มีการติดไฟฟ้าแสงสว่าง ทำให้การถ่ายภาพลำบากเล็กน้อย ภายในกว้างใหญ่สามารถจุผู้คนได้หลายร้อยคน และอาจจะเกือบถึง 1,000 คน บริเวณยอดเขาด้านทิศตะวันตกมีพระนอนแกะสลักบนแผ่นผาผายุนับพันปี เป็นที่เคารพสักการะของชาวกาฬสินธุ์

พระพุทธไสยาสน์ภูค่าว มีพุทธลักษณะเป็นพระนอนปางไสยาสน์ คือ พระเศียรหนุนทับต้นแขน โดยท่อนแขนที่หนุนพระเศียรไม่ได้ตั้งขึ้นและพระหัตถ์ไม่ได้รองรับพระเศียร องค์พระมีลักษณะพิเศษคือ นอนตะแคงซ้ายไม่มีเกตุมาลา

เป็นลักษณะของพระโมคคัลลานะ พระสาวกองค์หนึ่งของพระพุทธเจ้า ความยาวตลอดองค์ 2 ม. สูง 0.5 ม. มีทองคำเปลวปิดอยู่ทั่วองค์ ทางวัดจะจัดให้มีงานสรงน้ำพระพุทธรูปไสยาสน์ในวันที่ 19 เมษายน ของทุกปี พระนอนที่สลักบนแผ่นผานี้สร้างขึ้นหลังการสมโภชองค์พระธาตุพนมเล็กน้อย ประมาณปี พ.ศ.8

โดยกลุ่มคนที่จะเดินทางไปร่วมสร้างพระธาตุพนมแต่ไปไม่ทันองค์พระธาตุสร้างเสร็จก่อน จึงร่วมกันสร้างพระนอนองค์นี้ ปี พ.ศ.2484 พระคุณเจ้าสมเด็จพระมหาวีระวงศ์ได้ขึ้นไปตรวจสังฆมณฑลภาคอีสาน และแวะจำวัดกลางมาลัยในเมืองสหัสขันธ์ซึ่งอยู่ห่างจากภูค่าวไปทางตะวันตกราว 8 กม. ในครั้งนั้นท่านได้ไปนมัสการพระนอนที่เพิงผานี้ด้วย เมื่อเสร็จสังฆกิจเสด็จกลับกรุงเทพฯ จึงบัญชาให้อธิบดีกรมศิลปากรขึ้นทะเบียนเป็นปูชนียวัตถุโบราณแห่งแรกใน จังหวัดกาฬสินธุ์

ซึ่งชี้ให้เห็นว่า จะต้องเป็นไม้ที่ได้จากต้นไม้ขนาด 3 คนโอบ

ตั้งอยู่บ้านนาสีนวล ตำบลสหัสขันธ์ ห่างจากตัวอำเภอสหัสขันธ์ประมาณ 7 กิโลเมตร ห่างจากภูสิงห์ประมาณ 4 กิโลเมตร เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปไสยาสน์ตะแคงซ้าย ไม่มีเกตุมาลา ความยาวประมาณ 2 เมตร กว้าง 25 ซม. อ่านต่อ

วัดอุดมประชาราษฎร์

วัดอุดมประชาราษฎร์ เป็นโบราณสถานที่มีความเก่าแก่ทางด้านสถาปัตยกรรมและการสอดแทรกเรื่องราวพระเวชสันดร และการดำเนินชีวิตของชาวอีสานสมัยก่อนผ่านการวาดภาพสีบริเวณรอบ โบสถ์

วัดอุดมประชาราษฎร์ มีสิมขนาดใหญ่ขนาด กว้าง 7.85 เมตร ยาว 13.27 เมตร เริ่มก่อสร้างในปี พ.ศ.2476 ด้วยงบประมาณ 6,000 บาท ด้วยฝีมือของสถาปนิกเป็นช่างญวนชื่อ นายทองคำ จันทร์เจริญ (ทองคำ แซ่อึ้ง) และนายคำมี จันทร์เจริญ

ที่น่าสนใจคือตัวสิมจะมีหลังคา 3 ชั้น มีปีกนกวิ่งรอบตัวสิม มีเสานางเรียงเป็นก่ออิฐโดยมีไม้แกะลายลำยองเป็นนาคข้างละ 5 ตัว โดยหน้าบันของสิมจะมีรูปครุฑและมังกรม้วนหางทั้ง 2 ข้าง บริเวณหน้าบันจะมีนาคมีหงอน 2 ตัว เฝ้าบันไดทางขึ้นสิม ส่วนด้านนอกของสิมจะมีปูนรูปโค้ง ด้านนอกสิม จะมี ฮูปแต้ม หรือ ภาพเขียนสี

เป็นเรื่องราวของพระเวชสันดร พร้อมเขียนด้วยอักษรธรรม โดยช่างแต้มคือ อาจารย์ผาย อยู่บ้านคำเชียงวัน ต.นามะเขีอ อ.สหัสขันธ์ เขียนเนื้อเรื่องตามศรัทธาของผู้ว่าจ้าง อ่านต่อ