ศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

ศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ปราจีนบุรี นับได้ว่าเป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์เก่าแก่หลายอย่าง ด้วยที่ตั้งของเมืองเป็นเส้นทางเชื่อมต่อในการเดินทางระหว่างอาณาจักรขอมและอาณาจักรอยุธยา

ในอดีตจากที่ตั้งของเมืองปราจีนบุรี เมื่อเกิดศึกสงครามระหว่างอาณาจักรอยุธยากับอาณาจักรกัมพูชา เมื่อกรุงศรีอยุธยามีศึกติดพันกับพม่า หรือเกิดความอ่อนแอ กัมพูชาจะถือโอกาสมากวาดต้อนผู้คนตามชายแดน เช่น เมืองปราจีนบุรี จนมาถึงรัชสมัยสมเด็จพระนเรศวร พระองค์ได้ตรัสแก่มุขอำมาตย์ลำดับพฤติกรรมของผู้ครองแผ่นดินกับพูชา

ตั้งแต่พระยาละแวกบิดานักพระสุโทนักพระสุทัน เมื่อครั้งศึกกรุงหงสาวดีครั้งแรก พระยาละแวกได้ยกทัพเข้ามากวาดเอาผู้คนชาวเมืองปราจีนไป จนต้องยกทัพไปปราบ จนต้องถวายนักพระสุโทนักพระสุทันเข้ามากรุงศรีอยุธยา ต่อมานักพระสัฏฐาผู้น้องไปเอาทัพญวนมาฆ่าพระยาละแวก แล้วได้ราชสมบัติเป็นพระยาละแวกองค์ใหม่ และได้ยกทัพเข้ามาถึงวัดสามวิหาร

ในรัชสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชา จนเสียพระจำปาราชลูกชาย แต่ยังไม่เข็ดหลาบ เมื่อมีศึกหงสาวดีติดพระนครครั้งใด ฝ่ายไทยพระมหาธรรมราชา มิได้มีพระทัยอาฆาต จนได้มีการปันเขตแดนปักศิลาจารึก ครั้งศึกเชียงใหม่ยกมา พระยาละแวกได้แต่งน้องชายมาช่วยงานพระราชสงคราม แต่กลับยกทัพมาตีประจันตชนบทแทน

ทำให้สมเด็จพระนเรศวรทรงพิโรธเป็นอย่างมาก พ.ศ. 2132 พระองค์จะยกไปแก้แค้น เพื่อไปปราบนักพระสัฏฐาแห่งเมืองละแวก แล้วให้เกณฑ์ทัพมีกำลังคนสิบหมื่น ช้างเครื่องแปดร้อย ม้าพันห้าร้อย กรีฑาทัพจากกรุงศรีอยุธยายกทัพไปตีกัมพูชา

โดยเดินทัพไปทางด้านตะวันออก จะผ่านพิหานแดง (พิหารแดง) บ้านนา เมืองนครนายก ระหว่างการเดินทางทัพได้หยุดพักทัพในเขตปราจีนบุรี เพื่อระดมเสบียงและเป็นฐานที่มั่นสำคัญ แล้วเดินทัพต่อไปยังด่านกบแจะ (เมืองประจันตคาม) ด่านหนุมาน (กบินทร์บุรี) ด่านพระปรุง (อำเภอเมืองสระแก้ว) ช่องตะโก ด่านพระจารึก (อรัญประเทศ – ตาพระยา) ตำบลทำนบ ซึ่งอยู่ระหว่างเมืองอรัญประเทศ และเมืองพระตะบอง ตำบลพะเนียด เมืองพระตะบอง (ปัตบอง) เมืองโพธิสัตว์ และเข้าสู่เมืองละแวก

การศึกครั้งนั้น สมเด็จพระสัตถาประทับช้างทรงออกมานอกเมืองพบกับพระนเรศวรฯหมายจะกระทำ ยุทธหัตถี แต่ช้างทรงของสมเด็จพระสัตถากลับคร้ามกลัวช้างทรงของสมเด็จพระนเรศวรและวิ่งเตลิดหนีไป สมเด็จพระสัตถาทรงเสียท่าดังนั้นแล้วจึงพาพระโอรสกษัตริย์ทั้งสองและพระมเหสีหนีไปเมืองศรีสุนทร สมเด็จพระนเรศวรทรงเข้าบุกเผาทำลายเมืองละแวกจนย่อยยับ… จากประวัติศาสตร์ในครั้งนั้นจังหวัดปราจีนบุรี

จึงได้สร้างศาลแห่งนี้ขึ้นเพื่อให้ประชาชนท้องถิ่นและจังหวัดใกล้เคียงมาสักการะบูชาเพื่อเป็นสิริมงคล และเพื่อเป็นที่ระลึกถึงพระองค์ท่าน เมื่อได้เข้ามาภายในพื้นที่บริเวณศาลฯแห่งนี้

ศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช จะพบศาลพระบรมรูปฯ จำนวน 3 ศาลด้วยกัน ศาลหลักตรงกลาง จะประดิษฐานพระบรมรูปสมเด็จพระนเรศวรมหาราชในท่าประทับยืน ส่วน 2 ศาลซ้ายขวา จะประดิษฐานพระบรมรูปสมเด็จพระนเรศวรมหาราชในอริยาบททรงหลั่งน้ำลงสู่แผ่นดินด้วยสุวรรณภิงคาร (พระน้ำเต้าทองคำ) ประกาศแก่เทพยดาฟ้าดินว่า ด้วยพระเจ้าหงสาวดี มิได้อยู่ในครองสุจริตมิตรภาพขัตติยราชประเพณี เสียสามัคคีรสธรรม ประพฤติพาลทุจริต คิดจะทำอันตรายแก่เรา ตั้งแต่นี้ไป

กรุงศรีอยุธยาขาดไมตรีกับกรุงหงสาวดีมิได้เป็นมิตรร่วมสุวรรณปฐพีเดียวกันดุจดังแต่ก่อนสืบไป เป็นคำประประกาศอิสระภาพจากพม่า บริเวณทางซ้ายมือ จะมีจุดบริการธูปเทียนดอกไม้ และของที่ระลึก นอกจากนี้ในบริเวณทั่วไปจะพบกับรูปปั้นไก่จำนวนมาก อันเป็นที่ทราบกันทั่วไปอยู่แล้วว่า ถ้าจะขอโชค ขอลาภจากองค์สมเด็จพระนเรศวรฯ จะต้องแก้บนด้วยไก่ เนื่องจากเป็นสัตว์เลี้ยงที่พระองค์ทรงโปรดเมื่อครั้งทรงพระเยาว์ อ่านต่อ

แหลมตะลุมพุก

แหลมตะลุมพุก คำว่าตะลุมพุก เป็นนามของปลาชนิดหนึ่งที่เคยมีชุกชุมในบริเวณปลายแหลมแห่งนี้ ชาวบ้านเลยเรียกแหลมนี้ว่า   “แหลมตะลุมพุก” จากการมีปลาตะลุมพุกชุกชุมมาจนถึงทุกวันนี้   ปัจจุบันปลาตะลุมพุกในบริเวณปลายแหลมไม่มีแล้ว

“แหลมตะลุมพุก” มีประชาชนมาตั้งถิ่นฐานในราวรัชกาลที่ 2 , 3 สมัยรัตนโกสินทร์ ผู้คนอพยพเข้ามาอยู่พวกแรกเป็นชาวไทยอิสลาม เข้ามาทำการประมง   ปัจจุบันมีกุโบ(หลุมฝังศพ) เก่าอยู่หลายแห่ง หลังจากนั้นมีชาวจีนอพยพเข้ามาอาศัยทำการค้า มีโรงพระจีนและประชาชนในตำบลมีเชื้อสายแซ่ ต่างๆ พวกสุดท้ายเป็นคนไทยพื้นเมือง

ปัจจุบันประชาชนในพื้นที่ตำบลแหลมตะลุมพุก ได้ประสมทางวัฒนธรรมประเพณีที่เป็นเอกลักษณ์ ชาวบ้านนับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจทั้งทางศาสนาอิสลาม (แม่แหมะ ตาแหลม) คนจีน (ก๋ง) ไทยพุทธ (พ่อท่านลาภ พ่อท่านสว่าง)

ตำบลแห่งนี้ในอดีตมีความอุดมสมบูรณ์เป็นอย่างมาก ประชาชนอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น ทั้งไทย จีน อิสลาม มีโรงเรียนจีน วันสำคัญของคนจีนมีธงชาติจีนมากกว่าธงชาติไทย ประชากรอพยพมาอาศัยอยู่ไม่น้อยกว่า 800 ครัวเรือน อ่านต่อ

สวนสัตว์เปิดท่าลาด

สวนสัตว์เปิดท่าลาด มีพื้นที่ 14 ไร่ มีสัตว์ป่าหายากหลายชนิดที่อาศัยอยู่อย่างอิสระ ได้แก่ กวาง , อีเก้ง , เลียงผา , เนื้อทราย , นกคาสโซวารี และสัตว์ที่อยู่ในกรงจำนวนมาก

ดังเช่น นกแก้ว นกโนรีสีเขียว นกขุนแผน นกกาบบัว นกตะกรุม และยังมีสัตว์ที่อยู่ภายนอกริมรั้วสัตว์สัตว์เปิด เช่น เหยี่ยวแดงใหญ่ นกเหงือกหัวหงอก สวนสัตว์ภายนอก เป็นส่วนสัตว์ริมคลอง มีสัตว์หลายชนิด ได้แก่ เหยี่ยวแดง นกเหยี่ยวหัวหงอก ลิงหางยาว ชะนีมงกุฏ ลิงกัง

สวนนก มีพื้นที่ประมาณ 1 ไร่ หลังคาปกคลุมด้วยลวดตาข่าย ภายในบริเวณส่วนนก มีน้ำตก ลำธาร สะพานไม้ ทางเดินชมนก ที่นั่งชมนกตามจุดต่าง ๆ ภายในมีนกประเภทสวนงามหลายชนิด เช่น นกเขียวควาย นกหว้า นกกางเขน นกขมิ้นใหญ่ นกหงส์หยก นกซู่อู้ นกต้อยตีวิด นกอีล้ำ เป็นต้น

สวนนกน้ำ มีพื้นที่ 6 ไร่ มีนกประเภทต่าง ๆ ถึง 300 ชนิด เช่น นกตีนเทียน นกยูง นกพริก นกอีโก้ง ซึ่งผู้เยี่ยมชมต้องเดินบนสะพานทางเดินเท่านั้น อ่านต่อ

ศาลเจ้าเล่งสั้นเก้ง

ศาลเจ้าเล่งสั้นเก้ง ก่อตั้งขึ้นเมื่อไหร่ไม่ทราบชัด แต่ได้ยินผู้เฒ่าผู้แก่เล่าสืบมาว่า มีชาวจีนผู้หนึ่งมีชื่อว่า ลิ่มยู่ซุ่ย (พ่อของขุนอุดม เกิดทรัพย์) มีลักษณะที่โดดเด่น คือ ไว้ผมเท้าจั้ง สูบหุ้นโฉ้ย ได้เดินทางมาจากประเทศจีนโดยเรือสำเภาขนาดใหญ่ที่มีเสากระโดงอยู่ 3 เสา (เรือใบ 3 หลัก) แล่นเรือเลาะเรียบมาตามชายฝั่งผ่านทับละมุเข้ามาเทียบท่า ณ ท่าท้ายก้อง (ปัจจุบันนี้คือที่ทำการที่ดิน อำเภอท้ายเหมือง

ซึ่งอดีตมีการพบเงินเหรียญเศษถ้วยชาม ซากเรือ และอุปกรณ์เรือมากมาย) ท่านได้นำรูปพระ (กิ้มชิ้น) จ้อสู้ก๋งติดตัวมาด้วยเพื่อที่จะเอาไว้กราบไหว้บูชาโดยในระยะแรกท่านได้มาพักอาศัยอยู่ที่กงสุ้ย ต่อมาท่านได้ประกอบอาชีพทำเหมืองแร่ อีกทั้งได้ตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณศาลเจ้าปัจจุบัน ภายหลังจากที่ท่านเสียชีวิตลงสถานที่นั้นมีผู้คนเคารพกราบไหว้พระเจ้าสู้ก๋งสืบต่อกันมา

ต่อมาแป๊ะจู๋ได้สร้างสถานที่นี้ให้มีความมั่นคงถาวรขึ้น ส่วนแป๊ะผ่างได้สร้างกระถางธูปถวายโดยนำมาจากสิงคโปร์ ส่วนร่างทรงจ้อสู้ก๋งคนแรก คือ  ตั๋นอาหายซึ่งขณะที่ทรงมีอายุพอสมควรแล้ว ต่อมาเมื่อตั๋นอาหายเสียชีวิตร่างทรงคนต่อมาคือ ตั๋นฉั่วฮับซึ่งในยุคนี้ก่อเกิดปาฏิหาริย์มากมาย ทำให้ชื่อเสียงของพระจ้อสู้ก๋งเป็นที่เคารพเสื่อมใสของผู้คนในละแวกใกล้เคียงเป็นอย่างยิ่ง

ต่อมาเมื่อแป๊ะฮับเสียชีวิตลงช่วงระยะเวลาดังกล่าวจ้อสู้ก๋งจะมีการประทับทรงหรือไม่ผู้ให้ข้อมูลบอกเล่าขัดแย้งกันจึงไม่สามารถสรุปได้ชัดเจน นอกจากนี้ในช่วงเวลานั้นมิสเตอร์เฟรนซ์ ชาวเยอรมัน ได้ เข้ามาทำเหมืองแร่โดยยื่นขอบัตรสัมปทานการทำเหมืองแร่กินอาณาบริเวณไปถึงศาลเจ้ามีการปิดป้ายประกาศให้รื้อถอน แต่เหมือนมีปาฏิหาริย์หรืออะไรดลบนดาลใจ ทำให้แป๊ะข้ามหิ้นเมื่อเห็นประกาศดังหล่าว

จึงได้ดำเนินการคัดค้านการทำสัมปทานดังกล่าวจากกรมบ่อแร่ ซึ่งในยุคนั้นขุนพิสัยสมัครกิจเป็นนายกอำเภอท้ายเหมืองการคัดค้านจึงประสบความสำเร็จ ทำให้ศาลเจ้าสามารถดำรงอยู่จนปัจจุบันนี้ โดยในระยะแรกนั้นศาลเจ้ามีพื้นที่อยู่ถึง 14ไร่เศษช่วงระยะเวลาที่เว้นว่าง จากการที่พระจ้อสู้ก๋งไม่ได้ประทับทรงไม่เป็นที่แน่ชัด อ่านต่อ

สปาโคลน (โคกไคร)

สปาโคลน (โคกไคร) หาดทรายร้อนและน้ำเค็มร้อน” แห่งเดียวในประเทศไทย หรือ ที่ชาวบ้านเรียกว่า “ หาดน้ำร้อน อยู่ในคลองมะรุ่ย ตำบลมะรุ่ย อำเภอทับปุด จังหวัดพังงา รอยต่อระหว่าง จังหวัดพังงาและกระบี่

ซึ่งชาวบ้านในพื้นที่ใช้บำบัดโรคเหน็บชา ปวดเมื่อย และกลุ่มท่องเที่ยวชุมชนบ้านโคกไคร จัดทริปท่องเที่ยวแบบธรรมชาติ โดยใช้ชื่อ “สปาโคลนร้อน หาดทรายร้อนและน้ำเค็มร้อน” ซึ่งกิจกรรมประกอบด้วย
นั่งเรือหัวโทงชมธรรมชาติยามเช้า พอถึงหาดทรายร้อน จะมีการเดินย่ำบนผืนทราย ที่มีอุณหภูมิร้อนกำลังดี

ต่อด้วย การแช่น้ำร้อนในจุดที่ต้องการสปาโคลนร้อน เป็นเวลา 10 นาที เพื่อเป็นการเปิดรูขุมขน ก่อนจะไปล้างน้ำเย็นในลำคลอง จากนั้น ก็จะมีการนำโคลนร้อน ซึ่งอยู่ลึกลงไปจากดินเลนประมาณ 1 เมตร ซึ่งเป็นโคลนร้อน ที่มีสีดำสนิทและอุณหภูมิกำลังดี พอกลงไปตามร่างกายตามจุดที่ต้องการ

แล้วให้นั่ง หรือ นอนพัก เป็นเวลา 15 นาที และรับเครื่องดื่ม พร้อมกับ ขนมพื้นบ้าน จากนั้น จึงล้างโคลนออก ด้วยน้ำในลำคลอง หลังทำกิจกรรมเสร็จ จะรู้สึกสดชื่น ผ่อนคลาย ส่วนจุดที่มีการพอกโคลนร้อนนั้น ผิวจะนิ่มเนียนขึ้นอีกด้วย

กลุ่มท่องเที่ยวชุมชนบ้านโคกไคร จ.พังงา จัดทริปท่องเที่ยวแบบธรรมชาติ “สปาโคลนร้อน หาดทรายร้อนและน้ำเค็มร้อน” แห่งเดียวในประเทศไทย

สปาโคลน (โคกไคร) หาดทรายร้อน หรือ ที่ชาวบ้านเรียกว่า “หาดน้ำร้อน” อยู่ในคลองมะรุ่ย ตำบลมะรุ่ย อำเภอทับปุด  จังหวัดพังงา รอยต่อระหว่าง จังหวัดพังงาและกระบี่

ซึ่งชาวบ้านในพื้นที่ใช้บำบัดโรคเหน็บชา ปวดเมื่อย และกลุ่มท่องเที่ยวชุมชนบ้านโคกไคร จัดทริปท่องเที่ยวแบบธรรมชาติ  โดยใช้ชื่อ “สปาโคลนร้อน หาดทรายร้อนและน้ำเค็มร้อน”  ซึ่งกิจกรรมประกอบด้วย

นั่งเรือหัวโทงชมธรรมชาติยามเช้า พอถึงหาดทรายร้อน จะมีการเดินย่ำบนผืนทราย ที่มีอุณหภูมิร้อนกำลังดี ต่อด้วย การแช่น้ำร้อนในจุดที่ต้องการสปาโคลนร้อน เป็นเวลา 10 นาที เพื่อเป็นการเปิดรูขุมขน

ก่อนจะไปล้างน้ำเย็นในลำคลอง จากนั้น ก็จะมีการนำโคลนร้อน  ซึ่งอยู่ลึกลงไปจากดินเลนประมาณ 1 เมตร  ซึ่งเป็นโคลนร้อน ที่มีสีดำสนิทและอุณหภูมิกำลังดี พอกลงไปตามร่างกายตามจุดที่ต้องการ อ่านต่อ