หมู่บ้านทอน

หมู่บ้านทอน เป็นหมู่บ้านชาวประมงไทยมุสลิม เป็นแหล่งผลิตสินค้า กระจูด เรือกอและ ทั้งของจริงและจำลอง เรือกอและจำลองมีราคาตั้งแต่หลักร้อยไปถึงหลักหมื่น แต่คุณค่าไม่ได้อยู่แค่นั้น

เพราะคนที่ทำนั้นบางคนเป็นเด็กมีตั้งแต่อายุ 13 ปีขึ้นไป เด็กบางคนในหมู่บ้านจะใช้เวลาว่างมานั่งหัดทำเรือกอและ ศิลปะพื้นบ้านของพวกเขาเอง อ่านต่อ

วัดปากคลองบางขนาก

วัดปากคลองบางขนาก ตั้งเมื่อ พ.ศ. 2339 ตั้งอยู่ปากคลองแสนแสบเชื่อมกับแม่น้ำบางประกง เดิมมีป่าหนาแน่นเป็นจำนวนมาก มีผู้เล่าว่า ได้มีพระภิกษุ 2 พี่น้อง ได้ใช้เรือเป็นพาหนะ ภิกษุทั้งสองรูปนี้เป็นผู้มีวิชาอาคม

เป็นที่นับถือของประชาชนโดยทั่วๆไป พระทั้งสองรูปจะไม่จำวัดบนวัด แต่จะจำอยู่ในเรือลำนั้น และได้ชักชวนประชาชนสร้างวัดขึ้นที่ปากคลองบางขนาก และได้ตั้งชื่อว่าวัดปากคลองบางขนาก

ใกล้ๆกับบริเวณวัดจะมี คลองบางขนาก ( Khlon Bang Khanak ) เป็นคลองที่ขุดในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยขุดตั้งแต่หัวหมากไปจนถึงบาวขนาก อ่านต่อ

อนุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหงมหาราช

อนุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหงมหาราช อายุ 43 ปี ประวัติความเป็นมาตำนานที่เกี่ยวข้อง อนุสาวรีย์แห่งนี้สร้างขึ้นถวายเป็นราชสักการแด่พ่อขุนรามคำแหงมหาราช พระมหากษัตริย์ในสมัยสุโขทัยผู้มีพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่และทรงมีพระปรีชาสามารถนานัปการ อาทิ

การประดิษฐ์อักษรไทย การปกครองปกครองแบบพ่อปกครองลูก บ้านเมืองร่มเย็นเป็นสุข และพระอุดมสมบูรณ์ กรมศิลปากรเป็นหน่วยงานควบคุมการออกแบบ สร้างในปี พ.ศ. พ.ศ. 2512 สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึง พระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่และทรงมีพระปรีชาสามารถนานัปการ ของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ลักษณะการก่อสร้าง ลักษณะของพระบรมรูป มีพระพักตร์และทรวดทรง ซึ่งจินตนาการตามลักษณะของสุภาพชนและเจ้านายสมัยสุโขทัย ลักษณะพระพักตร์ยังจำลองแบบตามพระพุทธรูปสมัยสุโทัยด้วย สร้างในท่านั่งประทับนั่งห้อยพระบาทบนพระแท่นมนังสิลาบาตร ขนาดพระแท่นเท่าจริงคือ ยาว 4 เมตร กว้าง 2.88 เมตร พระพัตถ์ขวาทรงถือพระคัมภีร์ พระหัตถ์ซ้ายอยู่ในท่าทรงสั่งสอนประชาชน พระแท่นด้านซ้ายมีพานวางพระขรรค์ไว้ข้างๆ พระบรมรูปมีขนาด 2 เท่าพระองค์จริง

เมื่อวันที่ 25 มกราคม พุทธศักราช 2507 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนิน ทรงประกอบพิธีเปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ณ จังหวัดสุโขทัย ในโอกาสนี้ได้ทรงประกอบพิธีบวงสรวงสังเวย สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ณ วัดศรีชุมด้วย ในครั้งนั้นปรากฏว่าประชาชนได้เรียกร้องให้ทางราชการดำเนินการสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหงมหาราช

โดยให้เหตุผลว่า พระบรมราชานุสาวรีย์ของมหาราชพระองค์อื่นได้สร้างครบถ้วนทุกพระองค์แล้ว ยกเว้นแต่พระบรมราชานุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหงมหาราช ดังนั้นจังหวัดสุโขทัยจึงได้ริเริ่มดำเนินการนำเสนอความเห็นมายังกระทรวงมหาดไทย ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้พิจารณาลงมติรับหลักการ เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม พุทธศักราช 2507และได้ตั้งคณะกรรมการดำเนินการก่อสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ขึ้นโดยกรมศิลปากรรับผิดชอบการออกแบบและการหล่อพระบรมรูปพ่อขุนรามคำแหงมหาราช นับตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2507 สืบเนื่องต่อมาหลายปีผ่านสมัยของรัฐบาลหลายชุด คณะกรรมการดำเนินการก่อสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ได้ดำเนินการมาเป็นระยะ คือ พิจารณาคัดเลือกสถานที่โดยอาศัยหลักเกณฑ์และแนวทางจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์เป็นสำคัญ และเห็นว่าบริเวณพื้นที่ริมทางหลวงภายในกำแพงเมืองเก่า ตำบลบ้านเก่า อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย

อนุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหงมหาราช เป็นพื้นที่ที่เหมาะสม กว้างประมาณ 26 ไร่ อาณาเขตขณะที่กำหนดเมื่อพ.ศ. 2508 ทิศเหนือติดต่อกับวัด ตะกวนซึ่งเป็นวัดร้าง ทิศตะวันตกติดต่อกับตระพังตะกวน ต่อมาในปีพ.ศ. 2520 กรมศิลปากรได้ดำเนินการโครงอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ได้ปรับปรุงพื้นที่ให้มีความกลมกลืนกับสภาพของโครงการ บริเวณที่ประดิษฐานพระบรมราชานุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหงมหาราชจึงเป็นภูมิทัศน์ที่งดงามยิ่ง พิธีวางศิลาฤกษ์แท่นฐาน พระบรมราชานุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหงมหาราช คือวันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2512 และเมื่องานออกแบบพระบรมรูปและปั้นหุ่นดินเสร็จพร้อมที่จะหล่อได้แล้ว คณะกรรมการดำเนินการก่อสร้างฯ ได้กราบบังคมทูลพระกรุณาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีเททองหล่อพระบรมรูป ณ มณฑลพิธี กองหัตถศิลป กรมศิลปากร เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2513 เมื่อกรมศิลปากรปั้นหล่อพระบรมรูปพ่อขุนรามคำแหงมหาราชและภาพจำหลักนูนแสดงเหตุการณ์ในรัชสมัยเรียบร้อยแล้ว อ่านต่อ

ศูนย์ศิลปาชีพพิเศษทักษิณราชนิเวศ

ศูนย์ศิลปาชีพพิเศษทักษิณราชนิเวศน์ เป็นศูนย์เครื่องปั้นดิน – เผาตั้งอยู่ในบริเวณเขตพระราชฐานชั้นนอกของพระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ อำเภอเมืองนราธิวาส ตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๘

โดยกรมวิทยาศาสตร์บริการ กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการพลังงาน จัดวิทยากรไปทำการฝึกอบรมในระยะแรกเป็นศูนย์ที่เน้นในด้านการผลิตเครื่องปั้นดินเผาโดยเฉพาะ อ่านต่อ

วิหารเทพสถิตพระกิติเฉลิม

วิหารเทพสถิตพระกิติเฉลิม ศาลเจ้าแห่งนี้เริ่มสร้างเมื่อราวเดือนมีนาคม พ.ศ. 2534 บนเนื้อที่ประมาณ 200 ตารางวา โดยท่านอาจารย์สมชาย พุทธนพ เป็นผู้ริเริ่มสร้างศาลเจ้าแห่งนี้

เดิมทีเป็นเพียงแค่ศาลเจ้าเล็ก ๆ ไม่ใหญ่โตมาก บรรดาลูกศิษย์และผู้ที่ให้ความเคารพนับถือมาสักการบูชาเป็นจำนวนมาก ด้วยบารมีแห่งองค์เทพเจ้าหน่าจาซาไท้จื้อทำให้ผู้ที่มากราบไหว้ มีความร่มเย็นเป็นสุข มีชีวิตที่มีแต่ความเจริญรุ่งเรืองในธุรกิจการค้ามากมาย จนมาเมื่อปี พ.ศ. 2539 ท่านอาจารย์สมชาย พุทธนพ ท่านได้ระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ

โดยจะสร้างศาลเจ้าหลังใหญ่ขึ้นเพื่อ “ เฉลิมพระเกียรติครบรอบ 72 พรรษา ขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ” ในการเริ่มก่อสร้างศาลนั้นเริ่มสร้างเมื่อวันอาทิตย์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2538 ปีกุน จ.ศ.1357 แรม 5 ค่ำ เดือน 8 เวลาประมาณ 13.00 น. ตามจันทรคติจีน ตรงกับ เดือน 6 วันที่ 19 เวลา

บี๋ซี้ ประกอบพิธีการวางศิลาฤกษ์โดยท่านอาจารย์สมชาย พุทธนพ ซึ่งขณะนั้น มีเงินทุนของศาลอยู่เพียง 3 ล้านกว่าบาทเท่านั้น ซึ่งก็ได้ลูกศิษย์พ่อค้าประชาชนที่ให้ความเคารพได้ร่วมบริจาคเงินสร้างศาลเจ้ามาจนถึงปัจจุบันแล้วเสร็จเมื่อวันศุกร์ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2543 ปีมะโรง จ.ศ. 1362 ขึ้น 4 ค่ำ เดือน 5 ( ปฏิทินจีนตามจันทรคติ ตรงกับวันที่ 3 เดือน 3 ทำพิธีตามฤกษ์ เทวโองการ ( แต่ยังไม่เป็นทางการ ) เมื่อวันอาทิตย์ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2543 เวลา 08.39 น. จ.ศ. 1362 ขึ้น 13 ค่ำ เดือน 5 ( ปฏิทินจีนตามจันทรคติ คือ เดือน 3 วันที่ 12 เวลา ซิงซี้ ) ใช้ระยะเวลาการก่อสร้างกว่า 4 ปี ใช้งบประมาณการก่อสร้างกว่า 300 ล้านบาท

สร้างอยู่บนเนื้อที่ 5ไร่ และยังมีเนื้อที่อยู่รอบศาลเจ้าอีกกว่า 9 ไร่ เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2541 สมเด็จพระสังฆราช ฯ ได้เสด็จมาเป็นประธานพิธีเททองหล่อพระพุทธ 7 พระองค์ และทรงประทานพระบรมสารีริกธาตุสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า 9 พระองค์ ให้แก่อาจารย์สมชาย พุทธนพ เพื่อทำพิธีบรรจุ และได้รับเกียรติจาก ฯ พณ ฯ ท่าน ม.ร.ว. อดุลกิติ์ กิติยากร เป็นประธานในพิธีบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ สมเด็จพระสังฆราช ฯ ได้พระราชทานนามวิหารแห่งนี้ว่า “ วิหารเทพสถิตพระกิติเฉลิม ”

ซึ่งมีนัยความหมายว่าเป็นที่สถิตของทวยเทพเจ้าทั้งหลาย เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2544 สมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์อัครราชกุมารี เสด็จทรงพระราชดำเนินวางศิลาฤกษ์การสร้างสระบัวซึ่งได้รับพระราชทานนามจากสมเด็จพระสังฆราชว่า “ สระเย็นศิระเพราะพระบริบาล ” ทรงเจิมแผ่นป้ายฟ้าดิน

พร้อมทรงเบิกพระเนตรองค์พระมหาโพธิสัตว์กวนอิม และทรงปลูกต้นสาละ วันอังคารที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2545 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเบิกพระเนตรองค์สมเด็จพระมารดาองค์เทพเจ้าแห่งดวงดาว และองค์เทพเจ้าหน่าจาซาไท้จื้อ ทรงเจิมกระถางธูปบูชาเทวดาฟ้าดิน ทรงปลูกต้นศรีมหาโพธิ์และทรงวางศิลาฤกษ์อาคารปฏิบัติธรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวซึ่งกำลังดำเนินการก่อสร้างอยู่ในปัจจุบัน และเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2545 พระเจ้าวรวงค์เธอพระองค์เจ้าโสมสวลีพระวรราชาทินัดดามาตุเสด็จ ณ วิหารเทพสถิตพระกิติเฉลิม ( ศาลเจ้าหน่าจาซาไท้จื้อ ) อ่านต่อ