ผาเงิบ

ผาเงิบ เป็นเงื้อมผาสูงชัน มีพื้นที่โล่งเว้าลึกเข้าไป เพียงพอสำหรับบังแดดบังฝนได้ ริมน้ำห้วยแก้วที่ไหลเล่า เป็นโขดหินและแอ่งน้ำสำหรับลงเล่น และเงื้อมผาให้พักผ่อนหย่อนใจ

บริเวณนั้นมีการสร้างแท่น มีรอยประทับรูปมือและเท้าสีแดง มีข้อความเขียนบอกไว้ว่าเป็นรอบฝ่ามือและเท้าของครูบาศรีวิชัย สิริวิชโย ผู้สร้างถนนขึ้นดอยสุเทพ การที่ผาเงิบเป็นที่พักผ่อนและมีความสวยงาม ในปี ๒๔๙๐ ตอนนั้นชาวคณะสุนทราภรณ์เดินทางมาจังหวัดเชียงใหม่ และร้องเพลงโรงภาพยนตร์นครพิงค์ ในช่วงตอนบ่ายได้ไปเที่ยวน้ำตกห้วยแก้ว ขึ้นไปจนถึงบริเวณผาเงิบ

ครูแก้ว อัจฉริยะกุล ได้แต่งคำร้อง และครูเอื้อ สุนทรสนาน ได้แต่งทำนองเพลง “ผาเงอบ” ขี้นหลังจากที่ไปเที่ยวนั้น ให้คุณมัณฑนา โมรากุลร้องในเย็นวันนั้น งาม ผาเงอบสวยงาม ได้ชมยิ่งงามด้วยน้ำไหลหลั่น แผ่นหินเป็นเชิงชั้น ผาเงอบ เงอบงามไหลหลั่น เงอบงามง้ำชัน

คล้ายกันทั่วไป เพลิน น้ำตกไหลมา จากดอยสู่ผา จากผามาแอ่งใหญ่ เยือกเย็นเมื่อรินไหล ไหลลงห้วยแก้วทางใต้ เมื่อน้ำไหลไป ใสเย็นสบาย หนุ่มสาวคราวพักผ่อน พักร้อนชื่นฉ่ำ พักด้วยการว่ายน้ำชำระกาย ชื่นฉ่ำ มุดดำแหวกว่าย หญิงชายเพลินใจ เย็น น้ำธารไหลเย็น อ่านต่อ

พระตำหนักพระจันทร์ลอย

พระตำหนักพระจันทร์ลอย ตั้งอยู่ห่างจากปราสาทนครหลวงประมาณ 90 เมตร จากการดำเนินการขุดแต่งเมื่อปี พ.ศ. 2534 พบแนวพื้นปูอิฐทำให้ทราบว่าตำหนักพระจันทร์ลอยสร้างคร่อมทับสิ่งก่อสร้างเก่าหลังหนึ่งและจากหลักฐานเอกสารสันนิษฐานว่า

ซากสิ่งก่อสร้างนั้น คือ ตำหนักนครหลวง ซึ่งสมเด็จพระเจ้าปราสาททองโปรดฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อใช้ประทับร้อนระหว่างทางเสด็จพระราชดำเนินทางชลมารคไปนมัสการพระพุทธบาทสี่รอย จังหวัดสระบุรี แต่ก่อนมาจากสภาพซากตำหนักที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์ไว้ในระยะทางเสด็จประพาสมณฑลอยุธยาเมื่อ พ.ศ. 2421

ทำให้สันนิษฐานว่า ตำหนักนครหลวงคงจะมีลักษณะเป็นตำหนักยาวอย่างพระที่นั่งจันทรพิศาลในพระนารายณ์ราชนิเวศน์ จังหวัดลพบุรี ตำหนักพระจันทร์ลอยที่เห็นกันในปัจจุบันเป็นอาคารจตุรมุข เป็นของที่ปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

โดยพระปลัด (ปลื้ม) ซึ่งต่อมาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพระครูวิหารกิจจานุการอาคารทรงจตุรมุขดังกล่าวเป็นอาคารก่ออิฐถือปูนมีบันไดทางขึ้นเตี้ยภายในประดิษฐานพระจันทร์ลอย แผ่นศิลาที่ชาวบ้านเรียกกันว่า พระจันทร์ลอย ซึ่งประดิษฐานอยู่ในมณฑปจตุรมุขนี้เดิมอยู่ที่วัดเทพพระจันทร์ (ปัจจุบันชื่อวัดเทพพระจันทร์ลอย) ตำบลนครหลวง อำเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

แต่พระวิหารกิจจานุการ (ปลื้ม) ได้นำมาประดิษฐานไว้ที่อาคารหลังนี้ พระจันทร์ลอยนี้เป็นแผ่นหินแกรนิตรูปวงกลม เส้นผ่าศูนย์กลาง 2 เมตรหนา 6 นิ้ว ด้านหน้าสลักเป็นรูปเจดีย์ 2 องค์ พระพุทธรูป 3 องค์ เจดีย์องค์หนึ่งเป็นรอยสลักอยู่เดิม

แต่เจดีย์อีกองค์หนึ่งและ พระพุทธรูปสามองค์มีปูนปั้นพอกให้นูนเด่นออกมามากกว่าหน้าศิลาคงจะมีผู้ทำขึ้นภายหลังด้านใต้มีรอยสลักลายตรงกลางมีรูปต่างๆ ที่ปรากฎชัดเป็นรูปปลา 2 ตัว เหมือนสัญลักษณ์ราศรีมีน อ่านต่อ

ตลาดโก้งโค้ง

ตลาดโก้งโค้ง เป็นตลาดโบราณย้อนยุคที่น่าสนใจแห่งหนึ่งเรียกว่า บ้านแสงโสม ลักษณะเป็นบ้านเรือนไทยหมู่ใหญ่ คงความเป็นสถาปัตยกรรมไทยโบราณ และสามารถสัมผัสกับบรรยากาศเก่าๆ แบบสมัยกรุงศรีอยุธยา และพบกับวิถีชีวิตของไทยในอดีตที่ถูกรื้อฟื้นขึ้นมาเพื่ออนุรักษ์วัฒนธรรมไทย

บริเวณบ้านแสงโสม ในอดีตเป็นด่านขนอน (ด่านเก็บภาษีในอดีต) และเป็นสถานที่ที่มีการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้านานาชนิด ทั้งที่เป็นสินค้าชุมชนและสินค้าที่มาจากต่างเมือง

ส่วนคำว่า ตลาดโก้งโค้ง นั้น เป็นคำที่ใช้เรียกตลาดในสมัยโบราณที่เคยมีคู่กับกรุงศรีอยุธยามาเป็นเวลานาน โดยคนขายสินค้าจะนั่งขายสินค้าอยู่บนพื้นดิน ดังนั้นคนที่มาซื้อสินค้าจะต้อง โก้งโค้ง เพื่อเลือกดูสินค้าที่ตนสนใจ

โดยอากัปกริยาโก้งโค้งของคนไทยนั้น ทำได้สุภาพ นุ่มนวล เป็นกิริยาที่แสดงถึงความอ่อนน้อมถ่อมตน ภายในตลาด จำหน่ายพืช ผัก ผลไม้ปลอดสารพิษจากสวนชุมชน สินค้าอุปโภคบริโภค อาหารคาว-หวานนานาชนิด โดยพ่อค้าแม่ค้าจะแต่งกายชุดไทยย้อนยุค

คำว่า “ตลาดโก้งโค้ง” เป็นคำที่ใช้เรียกตลาดในสมัยโบราณ คือที่คนนั่งขายสินค้าจะนั่งอยู่บนพื้น คนที่มาซื้อจะต้องโก้งโค้งเลือกดูสินค้าที่ตนสนใจ สถานที่แห่งนี้ในอดีตกาลเป็นด่านขนอน หรือ ด่านเก็บภาษีในสมัยอยุธยาและเป็นสถานที่ที่มีการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้านานาชนิดทั้งที่เป็นสินค้าชุมชนและสินค้าที่มาจากต่างเมือง อ่านต่อ

โบราณสถานวัดนางกุย

โบราณสถานวัดนางกุย เป็นวัดที่ตั้งอยู่นอกเกาะเมือง ด้านใต้ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตก ตั้งอยู่เลขที่ ๓๐ ม. ๕ ต.สำเภาล่ม อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา จากหลักฐานที่กรมศิลปากรว่าสร้างในปี พ.ศ.๒๑๓๐

ผู้สร้างชื่อนางกุย เป็นผู้ที่มีทรัพย์สินเงินทอง จึงได้มาสร้างวัดนางกุยอยู่ทางด้านทิศใต้ของเกาะเมืองอยุธยา ที่มีแม่นำไหลผ่านวัดนี้ในอดีตเจริญรุ่งเรืองมาก ดูจากหลักฐานที่มี อาทิ พระพุทธรูปศิลาปางสมาธิ สมัยทวารวาดี ประมาณพุทธศตวรรษ ๑๑ – ๑๖ (พ.ศ.๑๑๐๐ – ๑๖๐๐)

หลังจากที่กรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าในปี ๒๓๑๐ วัดนางกุยได้รับความเสียหายมาก และถูกปล่อยให้ชำรุดทรุดโทรมจนมาถึงในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๓ ได้มาทำการบูรณปฏิสังขรณ์วัดในอยุธยา (ไม่ทราบ พ.ศ.ที่แน่ชัด) วัดนางกุยก็ได้รับการบูรณะซ่อมแซมอุโบสถและเสนาสนะ อ่านต่อ

วัดไก่เตียพฤฒาราม

วัดไก่เตียพฤฒาราม ตั้งอยู่หมู่ที่ 5 ตำบลคลองน้อย ท่านผู้ใหญ่เล่าว่า วัดไก่เตี้ยเดิมเป็นโคกสูงพอประมาณ มีซากพระเจดีย์ก่อด้วยอิฐและซากปรักหักพัง กับต้นอินต้นจันและต้นไม้อื่นๆ ขึ้นปกคลุม เป็นที่อยู่ของพวกอสรพิษ สันนิษฐานว่าเป็นโคกวัดร้างมาช้านาน ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา และคงมีสมบัติมีค่ามหาศาลฝังไว้ บางวันจะมีคนเห็นฝูงไก่ป่าตัวเล็กๆ หรือไก่ตี้ย ออกมาคุ้ยเขี่ยหากินและส่งเสียงขันเจื้อยแจ้ว แต่พอคนเข้าไปใกล้มันก็หนีหายกันไปหมด
ต่อมามีพระภิกษุรูปหนึ่งเดินทางมาจากทางเหนือ พร้อมกับลายแทงถามหาวัดไก่เตี้ย แต่ไม่มีใครรู้จัก พอดีเจอชาวบ้านชื่อนายแจ้ง พระภิกษุบอกว่าที่วัดมีต้นอินกับต้นจัน นายแจ้งจึงพาไปที่โคกวัดร้าง พระภิกษุพิจารณาเห็นว่าตรงกับลายแทงและได้นัดหมายให้นายแจ้งมาช่วยกันขุดหาขุมทรัพย์ในวันรุ่งขึ้น แต่นายแจ้งติดธุระอื่นลืมเสีย พอตกเย็นนึกขึ้นได้ไปที่โคกร้างก็ไม่พบพระภิกุรูปนั้นแล้ว พบแต่หลุ่มที่ขุดไว้และเงินที่ปากหลุม 1 ตำลึง นายแจ้งคิดได้ว่าคงไม่ใช่บุญกุศลของตนและบอกให้ชาวบ้านรู้ว่าโคกวัดร้างนั้นคือวัดไก่เตี้ย ในปีพ.ศ. 2450 นายพริ้ง ห้วงทรัพย์ ได้ชักชวนชาวบ้านให้ช่วยกันถากถางโคกวัดร้างจนเตียนโล่งขึ้น และขุดดินเหนียวมาปั้นพระพุทธรูปปางสมาธิขนาดเท่าตัวคนขึ้น 1 องค์ เป็นที่สักการะบูชาของประชาชนที่ผ่านไปมา ต่อมาพระภิกษุรูปหนึ่งชื่อพระฉ่ำ ธุดงมาปักกลดบนโคกวัดร้าง เห็นพระพุทธรูปดินปั้นชมว่างามดี และบอกว่าที่ตรงนั้นเหทาะที่จะสร้างวัด เมื่อประชาชนอพยพมาตั้งถิ่นฐานในแถบนั้นมากขึ้นจึงคิดที่จะสร้างวัดไก่เตี้ยขึ้นมาใหม่ อ่านต่อ