บุคลากร ทางการแพทย์เผชิญความรุนแรงมากขึ้นในช่วงโควิด-19

บุคลากร ในสถานการณ์การระบาดของโรค โควิด-19 นอกจากบุคลากรทางการแพทย์จะต้องรับบทหนักในการรักษาผู้ป่วยแล้ว ยังต้องรับมือกับความรุนแรงทั้งจากญาติผู้ป่วยและคนทั่วไป รายงานของ Insecurity Insight ซึ่งเป็นกลุ่มนักวิจัยเกี่ยวกับความรุนแรงที่มีต่อบุคลากรที่ให้การช่วยเหลือ ระบุว่า ในช่วงโรคระบาดใหญ่นี้ มีรายงานความรุนแรงต่อบุคลากรทางการแพทย์และสถานพยาบาล ที่เกี่ยวข้องกับโรคโควิด-19 ทั่วโลกกว่า 400 กรณี นับตั้งแต่เดือนมกราคมเป็นต้นมา

Insecurity Insight ได้ติดตามกรณีเกี่ยวกับความรุนแรงต่อ บุคลากร ทางการแพทย์ ซึ่งได้แก่ การข่มขู่ การทำร้ายร่างกาย การจับตัวและกักขังหน่วงเหนี่ยว การลักพาตัว และความรุนแรงที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง รวมทั้งความรุนแรงในรูปแบบอื่นๆ โดยศึกษาจากรายงานขององค์การอนามัยโลก (WHO) และคณะทำงานอย่างฐานข้อมูลความปลอดภัยของบุคลากรด้านการช่วยเหลือ (Aid Worker Security Database) กลุ่มแพทย์เพื่อสิทธิมนุษยชน (Physicians for Human Rights) และรายงานจากสื่อต่างๆ ทว่าข้อมูลที่ได้เหล่านั้นกลับยังไม่ใช่ข้อมูลที่สมบูรณ์

เลนเนิร์ด รูเบนสไตน์ ประธานความร่วมมือด้านอนามัยการป้องกันและความขัดแย้ง และผู้อำนวยการโครงการสุขภาพ ความขัดแย้ง และสิทธิมนุษยชน มหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกินส์ ในแทบทุกสถานการณ์ การพึ่งพารายงานจากผู้ที่ปฏิบัติงานในสถานพยาบาลมีแนวโน้มที่จะมีตัวเลขรายงานความรุนแรงต่ำกว่าความเป็นจริงอย่างมาก เนื่องจากบุคลากรเหล่านี้มักจะมีงานยุ่งจนไม่มีเวลาแจ้งความ หรือไม่เห็นประโยชน์ของการสละเวลาไปแจ้งความ

“ในช่วงสัปดาห์แรกๆ ของการระบาดใหญ่ เหตุการณ์มากมายปะทุขึ้นจากความกลัวการแพร่กระจายของเชื้อโรค” คริสตินา วิลล์ ผู้ก่อตั้ง Insecurity Insight กล่าว

ในเยเมน สิ่งที่แพทย์ชาวเยเมนต้องเจอในชีวิตจริง คือการข่มขู่ ขู่ฆ่า และความรุนแรง ซึ่งเกิดขึ้นในขณะที่พวกเขารับมือกับโรคโควิด-19 อยู่ในแนวหน้า และอันตรายที่พวกเขาต้องเผชิญอยู่นี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของเทรนด์การก่อความรุนแรงต่อบุคลากรทางการแพทย์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก

เมื่อวันที่ 23 เมษายน 63 ที่ผ่านมา ในเม็กซิโก ผู้หญิง 2 คน ถูกจับกุมตัวจากการทุบตีบุคลากรทางการแพทย์ที่ป้ายรถเมล์ โดยกล่าวหาว่าบุคลากรทางการแพทย์ผู้นั้นติดเชื้อโควิด-19 และทำให้คนอื่นๆ มีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อไปด้วย นอกจากนี้ แพทย์ พยาบาล พนักงานขับรถพยาบาล เจ้าหน้าที่กาชาด และบุคลากรทางการแพทย์ในสาขาอื่นๆ ในเม็กซิโก ถูกมองว่าเป็น “ต้นกำเนิดของการติดเชื้อ”

วิลล์กล่าวว่า มาตรการในการควบคุมโรคระบาดใหญ่ก่อให้เกิดเหตุผลใหม่ๆ ในการที่ผู้คนหันมาทำร้ายบุคลากรทางการแพทย์ บางคนที่กลัวการกักตัวอยู่ในสถานที่ของรัฐ ก็พยายามใช้กำลังเพื่อหลบหนีออกมา เช่นในอัฟกานิสถาน ผู้ป่วย 38 คน ที่ต้องอยู่ในโรงพยาบาลนาน 2 สัปดาห์ พากันทุบหน้าต่างและทำร้ายเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาล และหลบหนีออกมาก่อนกำหนด นอกจากนี้ ผู้ที่ก่อเหตุทำร้ายเจ้าหน้าที่ในช่วงโควิด-19 ยังเป็นกลุ่มคนในชุมชน ซึ่งไม่เคยเป็นผู้ก่อเหตุรุนแรงในสถานการณ์ปกติ

อ่านต่อ

“ประยุทธ์” ยัน คง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อคุมโควิด-19 ไม่ได้ลิดรอนเสรีภาพใคร “คนละกาลเทศะ”

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เปิดเผยภายหลังการประชุม ศบค.ชุดใหญ่ ว่า ขณะนี้อยู่ในห้วงเวลาสำคัญ แม้ช่วงที่ผ่านมาทุกอย่างดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ยังมีความเสี่ยงหลายประการ ซึ่งในระยะแรก และระยะที่ 2-3-4 ต้องมีการปฏิบัติตามมาตรการอย่างเข้มงวด และวันนี้จะมีการผ่อนคลายในระยะที่ 5 ซึ่งยังมีความเสี่ยงค่อนข้างมาก ดังนั้นขึ้นอยู่กับความร่วมมือของประชาชนทุกคนและสถานประกอบการต่างๆ

“ขอให้ย้อนกลับไปดูว่าในช่วงที่ผ่านมาที่มีติดเชื้อไม่มากนักเกิดจากอะไร ซึ่งเกิดจากมาตรการควบคุมอย่างเข้มงวด และมีการใช้มาตรการพิเศษ โดยเฉพาะมี พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ออกมาถึงควบคุมได้ถึงวันนี้ ซึ่งเหตุผลที่ทำไมถึงต้องมี พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ก็ได้บอกหลายครั้งแล้วว่าแม้มีกฎหมาย 40 ฉบับแต่ละหน่วยงานถือไว้ แต่หลายกิจกรรมไม่สามารถดำเนินการได้ทันที เช่น การเปิด-ปิดสถานที่ต่างๆ หรือการเข้าออกประเทศ ที่ต้องผ่านขั้นตอนทำให้หลายอย่างอาจไม่ทันต่อเวลาในการแก้ปัญหาจึงต้องมี พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ไม่ได้ปิดกั้นใครทั้งนั้น” นายกรัฐมนตรี กล่าว

อ่านต่อ

รายงานเผย มีเพียง “2 รัฐ” ใน สหรัฐฯ ที่มีผู้ป่วย “โควิด-19” ลดลง

รายงานเผย ตัวเลขผู้ป่วย โควิด-19 ในสหรัฐอเมริกาเปิดเผยว่า ในจำนวนรัฐทั้งหมด มีเพียงรัฐคอนเนตทิคัตและโรดไอแลนด์เท่านั้นที่มีตัวเลขผู้ติดเชื้อลดลง ในขณะที่ 36 รัฐ มีตัวเลขผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น หนึ่งในนั้นคือ รัฐฟลอริดา ที่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าอาจจะเป็นศูนย์กลางการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาแห่งต่อไป นอกจากนี้ ทางการยังมีการเตือนเกี่ยวกับตัวเลขผู้ป่วยอายุน้อยที่มีจำนวนมากขึ้นด้วย

รัฐทั้ง 36 รัฐ ที่มีรายงานตัวเลขผู้ป่วยเพิ่มขึ้น ได้แก่ แอละบามา, อะแลสกา, แอริโซนา, อาร์คันซอ, แคลิฟอร์เนีย, โคโลราโด, ฟลอริดา, จอร์เจีย, ฮาวาย, ไอดาโฮ, อิลลินอยส์, ไอโอวา, แคนซัส, เคนทักกี, ลุยเซียนา, เมน, มิชิแกน, มินเนโซตา, มิสซิสซิปปี, มิสซูรี, มอนแทนา, เนวาดา, นิวเม็กซิโก, นอร์ธแคโรไลนา, โอไฮโอ, โอกลาโฮมา, เพนซิลเวเนีย, เซาธ์แคโรไลนา, เทนเนสซี, เท็กซัส, ยูทาห์, เวอร์มอนต์, วอชิงตัน, เวสต์เวอร์จิเนีย, วิสคอนซิน และไวโอมิง

ส่วนรัฐที่มีตัวเลขผู้ป่วยคงที่ ได้แก่ เดลาแวร์, อินเดียนา, แมรีแลนด์, แมสซาชูเซ็ตส์, เนบราสกา, นิวแฮมเชียร์, นิวเจอร์ซีย์, นิวยอร์ก, นอร์ธดาโกตา, โอเรกอน, เซาธ์ดาโกตา และเวอร์จิเนีย

อ่านต่อ

สลด หนุ่มใหญ่ ยิงเมีย-ลูก ก่อนฆ่าตัวตายตาม หลานวัย 10 ขวบรอด เล่าเหตุเศร้าทีละฉาก

หนุ่มใหญ่ เวลา 23.00 น.วันที่ 28 มิถุนายน 63 พ.ต.ท.บุญส่ง ล่องวารี สารวัตรสอบสวนสภ.เมืองกรระบี่ พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจ สถานีตำรวจภูธรเมืองกระบี่ เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน แพทย์เวร รพ.กระบี่ กู้ภัยมูลนิธิกระบี่พิทักษ์ประชา ร่วมตรวจสอบ เก็บพยานหลักฐาน ที่เกิดยิงกันมีผู้เสียชีวิต 3 ศพ ภายในบ้านพัก ในตำบลกระบี่น้อย อำเภอเมืองกระบี่ เป็นบ้านปูนชั้นเดียว พบร่าง นายจรูญ อายุ 55 ปี เจ้าของบ้าน อาชีพรับซื้อเศษยาง และเป็นร่างทรง ที่ขมับขวามีรอยกระสุนปืน 1 นัด กระสุนทะลุศีรษะด้านซ้าย ในมือขวากำปืนลูกโม่ขนาด .38 อยู่ ใกล้กัน ศพ น.ส.เรณู อายุ 48 ปี ภรรยาผู้ตาย อาชีพเป็นหัวหน้าแม่บ้านโรงแรมแห่งหนึ่งในตัวเมืองกระบี่ มีบาดแผลถูกยิงด้วยปืนชนิดเดียวกัน กระสุนเข้าบริเวณต้นแขนขวา 1 นัด ใต้คาง ทะลุท้ายทอย 1 นัด นอกจากนี้ภายในห้องนอนยังพบศพของ บุตรชายนายจรูญ อายุ 12 ปี ถูกยิงด้วยปืนชนิดเดียวกัน กระสุนเข้าที่แขนขวา 1 นัด และด้านบนกลางศีรษะ 1 นัด ตรวจสอบภายในบ้านไม่พบร่องรอยการต่อสู้

หนุ่มใหญ่ นอกจากนี้ที่หน้าบ้าน ยังพบ ด.ช.เอ (นามสมมุติ) อายุ 10 ปี ซึ่งเป็นหลานชายของนายจรูญ นั่งอยู่ในอาการช็อก เนื่องจากทราบว่า ด.ช.เอ ก็อยู่ในเหตุการณ์ครั้งนี้ด้วย แต่เจ้าตัวไม่ถูกยิง ตำรวจสอบสวนในเบื้องต้น ด.ช.เอ เล่าเหตุการณ์ให้ฟังว่า ช่วงก่อนเกิดเหตุ ตนกำลังนั่งกินข้าวอยู่ในครัวหลังบ้าน ส่วนทั้ง 3 คน นั่งดูทีวีกันอยู่ที่ห้องโถงบ้าน จากนั้นได้ยินเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด จึงวิ่งออกมาดู ก็พบว่านายจรูญ ผู้เป็นตา ยิง น.ส.เรณู นอนตายจมกองเลือดไปแล้ว และกำลังเดินเข้าไปยิงลูกชายซึ่งวิ่งเข้าไปในห้องนอน

อ่านต่อ

โคราช พบหินหลักเมือง โบราณอายุพันปีกลางทุ่งนา พบอาถรรพ์ คนลองขุด หลอนต้องว่ายบก

วันที่ 29 มิถุนายน 2563 นครราชสีมา พบหินหลักเมือง  ผู้สื่อข่าวได้รายงานว่า ชาวบ้าน บ้านหัวหนอง ตำบลบัวใหญ่ อำเภอบัวใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา ได้พบหินโบราณอายุราว 2,000 ปี กลางทุ่งนา บ้านโนนหินตั้ง ตำบลบัวใหญ่ ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับหินทรายในยุคพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เชื่อมโยงแหล่งอารยธรรมปราสาทหินพิมาย ซึ่งก้อนหินดังกล่าวมีความกว้างประมาณ 50 เซนติเมตร สูงจากพื้นดินประมาณ 30 เซนติเมตร

นายประเสริฐ เงาใส อาจารย์วิทยาลัยการอาชีพบัวใหญ่ บอกว่า หินโบราณที่พบคาดว่า น่าจะเป็นหินหลักเมืองโบราณในยุคของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เชื่อมโยงแหล่งอารยธรรมปราสาทหินพิมาย เนื่องจากเป็นหินทราย โดยเคยมีชาวบ้านพยามยามจะมาขุดเอาหินหลักเมืองโบราณนี้ไป แต่พบว่าหินหลักเมืองมีความลึกมาก

อ่านต่อ

Sanook คลุกข่าวเช้า 27 มิ.ย. 63 BLACKPINK ปล่อยเอ็มวีใหม่ How You Like That

อัปเดตข่าวสารยามเช้า ประจำวันเสาร์ที่ 27 มิถุนายน 2563 ติดตามสถานการณ์ข่าวน่าสนใจที่เกิดขึ้นในรอบวันที่ผ่านมา ด้วยการอ่านหรือจะใช้บริการกดฟังเสียงอ่านข่าว หรือเนื้อหาต่างๆ บนเว็บไซต์ Sanook โดยสังเกตสัญลักษณ์รูปลำโพง แล้วให้ระบบ AI อ่านเนื้อหาให้ฟังได้อีกด้วยนะครับ

ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก นัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีหมายเลขดำ อ.3531/2552 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ฟ้อง นายนพรุจ หรือนพรุฒ วรชิตวุฒิกุล อดีตแกนนำกลุ่มพิราบขาว 2006 นายวีระศักดิ์ เหมะธุลิน นายวันชัย นาพุทธา นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ อดีตประธาน นปช. นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำ นปช. และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช. เป็นจำเลยที่ 1-7 ในความผิดฐานมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้าย ก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองจากการพามวลชนไปชุมนุมปิดล้อมบ้านพักสี่เสาเทเวศร์ของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เมื่อวันที่ 22 ก.ค. 2550 หลังจากก่อนหน้านี้มีการเลื่อนอ่านคำพิพากษาของศาลฎีกามาแล้ว 4 ครั้ง

Sanook ผลปรากฏว่า ศาลฎีกาตัดสินยืนตามศาลอุทธรณ์ สั่งจำคุกจำเลย 5 คน ได้แก่ นายนพรุจ หรือนพรุฒ วรชิตวุฒิกุล นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท นพ.เหวง โตจิราการ และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ คนละ 2 ปี 8 เดือน โดยไม่รอลงอาญา (ส่วนนายวีระศักดิ์ เหมะธุลิน และนายวันชัย นาพุทธา ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายกฟ้องไปแล้วก่อนหน้านี้)

ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพมหานคร มีคำสั่งเพิกถอนการประกันตัวของนายอัครกิตติ์ วรโรจน์เจริญเดช หรือ เบนซ์ เรซซิ่ง อดีตสามีของนักแสดงชื่อดัง แพท-ณปภา ตันตระกูล โดยให้เหตุผลว่า เบนซ์ เรซซิ่ง มีความประพฤติไม่เหมาะสม จนตำรวจแจ้งข้อหาฝ่าฝืนพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน (พ.ร.ก.ฉุกเฉิน) ซึ่งผิดเงื่อนไขที่ศาลเคยให้ประกันตัว

ก่อนหน้านี้ เบนซ์ เรซซิ่ง ถูกศาลชั้นต้นตัดสินจำคุก 8 ปี จากความผิดในคดีฟอกเงิน แต่ยื่นขอสู้คดีต่อในชั้นอุทธรณ์ พร้อมกับประกันตัวออกมาระหว่างสู้คดี ซึ่งศาลอนุมัติให้ประกันตัว พร้อมวางหลักทรัพย์ประกันตัวเป็นวงเงิน 1 ล้านบาท โดยมีเงื่อนไขหลายข้อ เช่น ต้องมารายงานตัวทุก 2 เดือน และต้องมีความประพฤติดี

แต่เมื่อช่วงก่อนรุ่งสางของวันที่ 25 มิ.ย. เบนซ์ เรซซิ่ง ถูกตำรวจจากสถานีตำรวจนครบาล (สน.) ทุ่งสองห้อง กรุงเทพมหานคร ควบคุมตัวพร้อมพวกเพื่อสอบสวน หลังจากพบว่ารวมตัวกัน ซึ่งเป็นการละเมิดคำสั่งของรัฐบาล ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และตำรวจยังยึดจักรยานยนต์หลายคันเอาไว้ด้วย

ด้าน เบนซ์ เรซซิ่ง อ้างว่า ตนและพวกไม่ได้รวมกลุ่มกันแข่งจักรยานยนต์อย่างที่หลายฝ่ายเข้าใจ แต่ไปทานหมูกระทะด้วยกัน และระหว่างเดินทางกลับ ตนและพวกพบว่ามีผู้ได้รับอุบัติเหตุระหว่างทาง จึงแวะช่วยเหลือ แต่กลับถูกตำรวจดำเนินคดี

อ่านต่อ

แฟนเพจ “เลี๊ยบนิวส์” เพื่อนบุกช่วยกลางดึก! สาว 16 รับงานชงเหล้า คาดถูกมอมยาจนหมดสติ

“เลี๊ยบนิวส์” สาว 16 ถูกมอมยา หลังรับงานชงเหล้า เจ้าตัวโทร-ส่งแชท ขอความช่วยเหลือ ก่อนหมดสติ

แฟนเพจ “เลี๊ยบนิวส์ ข่าวภาค7 อาสาเพื่อสังคมนครปฐม” รายงานเหตุการณ์หญิงสาวอายุ 16 ปี หมดสติในบ้านพักหลังหนึ่ง เหตุเกิดคืนวันที่ 26 มิถุนายน 2563 เวลาประมาณ 23.30น.ในพื้นที่ อำเภอนครชัยศรี จ.นครปฐม

สอบถามเพื่อนผู้ประสบเหตุเล่าว่า หญิงสาวคนนี้หารายได้ด้วยการรับจ้างชงเหล้า หรือรับงานเอนเตอร์เทน โดยมีฝ่ายชายว่าจ้างไปกลางดึก ระหว่างนั้นเจ้าตัวเริ่มรู้สึกไม่ปลอดภัย จึงโทรศัพท์ พร้อมส่งโลเคชั่น ขอความช่วยเหลือจากเพื่อนสนิทให้มารับตัวกลับ

อ่านต่อ

ลูกสาวอดีตนักการเมืองโร่แจ้งความ ถูกนายตำรวจยศ ร.ต.อ. บังคับขืนใจ

บังคับขืนใจ 26 มิถุนายน 2563 พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร. เปิดเผยถึงกรณีปรากฏข่าว นายเกรียงศักดิ์ พินทุสรศรี ทนายความพร้อม น.ส.เอ (นามสมมุติ) ลูกสาวอดีตนายพลตำรวจและนักการเมืองชื่อดัง เข้าแจ้งความ สน.พระโขนง ให้ดำเนินคดีตำรวจยศ ร.ต.อ. ในพื้นที่ บก.น.8 หลังถูกข่มขู่เรียกรับทรัพย์สินว่า ได้รับรายงานจาก บช.น. ว่า เมื่อวันที่ 25 มิ.ย. 63 ผู้เสียหายได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สน.พระโขนง ให้ดำเนินคดีกับข้าราชการยศ ร.ต.อ. รายหนึ่งสังกัด สน.บุคคโล ในข้อหา “ข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด หรือไม่กระทำการใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียงฯ, หมิ่นประมาท และ ความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ”

สืบเนื่องจากเมื่อเดือน กรกฎาคม ผู้เสียหายได้รู้จักกับ ร.ต.อ. คู่กรณีเนื่องจากได้ติดต่อเกี่ยวกับคดีที่หลานของผู้เสียหายเป็นผู้ต้องหาคดียาเสพติด โดยอ้างว่าจะประสานทางเรือนจำให้ช่วยดูแลหลานของผู้เสียหายให้ จึงมีการแลกไลน์ เบอร์โทรศัพท์ และมีการติดต่อกันเรื่อยมา

อ่านต่อ

นักมวย ดังถูกยิงดับปริศนา หลานชายเมียวัย 14 สารภาพเป็นคนลั่นไก แต่ครอบครัวไม่เชื่อ

ครอบครัวแฉพิรุธ-เงื่อนงำ นักมวย ดังถูกยิงดับปริศนา เด็กชายวัย 14 หลานชายของภรรยา สารภาพเป็นคนลั่นไก

เมื่อวานที่ (25 มิถุนายน 63) เมื่อเวลา 16.00 น. ที่สำนักงานทนายคู่ใจ ถ.แจ้งวัฒนะ ต.คลองเกลือ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี นายนัทธี อายุ 78 ปี นางกิมห้อง อายุ 73 ปี และนางสาวชวพร อายุ 44 ปี พ่อ แม่ น้องสาว รวมทั้งญาติพี่น้อง เดินทางมาจากจังหวัดสุราษฎร์ธานี เข้าร้องเรียนกับนายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานเครือข่ายทวงคืนความยุติธรรมในสังคม เพื่อความช่วยเหลือและคืนความเป็นธรรมให้กับ นายโอภาส อายุ 46 ปี หรือชื่อในการชกมวยคือ รุ่งศักดิ์เล็ก ศิษย์ครูศักดิ์ ซึ่งถูกยิงเสียชีวิตเมื่อคืนวันที่ 29 พ.ค.63 ขณะภรรยาโทรให้มาหา

หลังเกิดเหตุ เด็กชายเอก (นามสมมติ) อายุ 14 ปี หลานภรรยาผู้ตาย เดินทางเข้ามอบตัวกับตำรวจ สภ.ไชยา รับสารภาพว่าเป็นมือปืนก่อเหตุยิงอดีตนักมวยเสียชีวิต พ่อแม่และน้องสาวผู้ตายเชื่อเด็กเป็นแพะถูกให้มารับอ้างเป็นมือยิงเพราะกฎหมายไม่สามารถมาเอาผิดดำเนินคดีเด็กได้

น.ส.ชวพร น้องสาวผู้เสียชีวิต กล่าวทั้งน้ำตาว่าพี่ชายอยู่กินกับภรรยาคือ น.ส.สุดารัตน์ อายุ 40 ปี มานานกว่า 20 ปี จนมีลูกสาวด้วยกัน 2 คน หลังเลิกชกมวยก็ออกมาทำงานและเป็นหัวหน้าครอบครัวเลี้ยงดูภรรยากับลูก มาระยะหลังทั้งคู่มักมีปากเสียงทะเลาะกันเพราะพี่ชายเคยปรับทุกข์กับพี่สาวอีกคน ว่าภรรยาแอบมีกิิ๊กกับชายอื่น แต่ก็ไม่กล้าทำอะไรเพราะพี่ชายภรรยาเป็นพวกมีอิทธิพลพัวพันยาเสพติด เกรงจะไม่ปลอดภัย อีกทั้งยังพูดว่าทำประกันไว้หากตายไปคนรับผลประโยชน์คือภรรยา

อ่านต่อ

สุดพีค! พบรูปนักเรียนหญิงในหนังสือมือสอง เสิร์ชชื่อเจอเป็นคนในข่าวคดีโหด

เมื่อวันที่ (26 มิถุนายน 63) สุดพีค! กลายเป็นประเด็นที่ถูกแชร์ทั่วโลกออนไลน์ ได้ซื้อหนังสือมือสองชื่อเรื่องว่า แม่มด ที่เป็นวรรณกรรมเยาวชนแต่งโดยโรอัลด์ ดาห์ล แต่กลับมีรูปนักเรียนหญิงชั้น ม.ปลายติดมาด้วย โดยระบุว่า “พอดีซื้อหนังสือแล้วติดมาในเล่มน่าจะเป็นเจ้าของเก่านะคะ เผื่อเจอค่ะ”

โดยผู้ใช้เฟซบุ๊กรายดังกล่าวได้โพสต์ในเพจกลุ่มรูปเก่า ก่อนจะมีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นมากมาย พร้อมเอาชื่อของนักเรียนหญิงในรูปไปเสิร์ชหาในอินเตอร์เน็ต ปรากฏว่าชื่อกลับไปตรงกับคนร้ายที่ร่วมกับสามี กักขังหญิงสาว 2 ราย โดยแอบอ้างเป็นผู้วิเศษ อ้างว่าสามารถตามหาคน บอกหวยได้ มีคนหลงเชื่อ สุดท้ายคนที่หลงเชื่อโดนจับขังทรมาน เมื่อปี 2551 ซึ่งไม่แน่ชัดนักเรียนหญิงในภาพและสาวในข่าวเป็นคนเดียวกันหรือไม่

อ่านต่อ